จุดเริ่มต้อนของนักดื่มไวน์
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

จุดเริ่มต้อนของนักดื่มไวน์ ที่หลายๆ คนก็คงจะพอเข้าใจได้ว่านี่คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่ค่อนข้างจะมีระดับ

จุดเริ่มต้อนของนักดื่มไวน์ เป็นเอกลักษณ์และวีการดื่มนั้นก็มีความคลาสสิคที่เป็นส่วนตัวสุดๆ

จุดเริ่มต้อนของนักดื่มไวน์

หากมองภาพโดยพื้นฐานเมื่อพูดถึงคำว่า “ไวน์” หลายๆ คนก็คงจะพอเข้าใจได้ว่านี่คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่ค่อนข้างจะมีระดับ โดยมีส่วนผสมหลักมาจากการบ่มเพาะองุ่นและการดื่มก็มักจะต้องดื่มกับแก้วทรงที่เป็นเอกลักษณ์และวีการดื่มนั้นก็มีความคลาสสิคที่เป็นส่วนตัวสุดๆ เรียกได้ว่าดูโดดเด่น ดูหรู ดูแพง กว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วๆ ไปเยอะ ทว่าหากพูดกันถึงประวัติความเป็นมาของไวน์แล้วก็คงจะแบ่งออกได้มากมาย เพราะแต่ละประวัติเองก็มีส่วนที่ทำให้เชื่อได้ว่ามีไวน์เกิดขึ้นจริงบนโลกในช่วงเวลาใด
สำหรับประวัติแรกเชื่อว่า ไวน์นั้นถูกก่อกำเนิดในช่วงศตวรรษที่ 19 หลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ยีสต์คือตัวที่ทำการเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์แต่จะต้องอาศัยปฏิกิริยาบางอย่างที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน การที่นำเอาองุ่นมากใช้เวลาในการหมักเพื่อให้เกิดเป็นไวน์จัดว่าเป็นวิธีการที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น โดยยีสต์ที่มีอยู่ทั่วๆ ไปจะเปลี่ยนความหวานขององุ่นให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ และฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ให้ทำการเติมยีสต์เข้าไปเป็นการเร่งกระบวนการในการหมัก

ประวัติศาสตร์ต่อมาเชื่อว่า มีการค้นพบโถโบราณอายุกว่า 1,000 ปี ภายในบรรจุเมล็ดองุ่นไรเอาไว้ในยุค 8,000 ปีก่อนคริสตกาล ที่ประเทศอิหร่าน บางประวัติก็เล่าว่า เคยค้นพบร่องรอยเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการหมักกับไวน์เหมือนช่วง 7,000 ปีก่อนคริสตกาลที่ประเทศจีนตอนเหนือ ในยุคของอียิปต์โบราณ การปลูกองุ่นเพื่อเอาไว้ผลิตไวน์นั้นถูกจัดระเบียบเอาไว้อย่างดีมาก นอกจากนี้ไวน์ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งพระโลหิตของพระเยซูด้วยตามความเชื่อของคริสต์ศาสนา

ส่วนอีกประวัติศาสตร์ก็ระบุเอาไว้ว่า ไวน์ นับว่าเป็นเครื่องดื่มชนิดแรกที่สามารถเกิดขึ้นเองได้จากการหมักของธรรมชาติ โดยเมื่อฝนตกน้าได้เกิดการชะล้างหน้าดินใต้ต้นองุ่นจนเกิดเป็นแอ่งน้ำ เมื่อองุ่นสุกได้เต็มที่ก็หล่นมาใส่แอ่งน้ำนั้น จึงเกิดการเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อมีคนสังเกตจึงได้ไปลองชิมดูและปรากฏว่าชอบมาก จึงได้ดื่มไปอย่างเต็มที่จนมารู้สึกตัวและได้เริ่มรู้สึกหวาดผวากับอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองและไม่เคยมายุ่งวุ่นวายกับแหล่งน้ำนี้อีก จากนั้นไวน์ก็ค่อยๆ เลือนหายไป จนมาในช่วง 1,500 ปีก่อนคริสตกาล ไวน์ก็ได้ถูกผลิตอีกครั้งจากความสามารถของมนุษย์เอง

อันที่จริงเครื่องดื่มอย่างไวน์นั้นเป็นเรื่องปกติว่าจะต้องมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งก็ขึ้นอยู่คนที่ทำการศึกษามาว่าจะเชื่อในประวัติศาสตร์ตรงไหนมากกว่า ทว่าอย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เรามีเครื่องดื่มแสนอร่อยได้ดื่มกันอย่างสบายใจ

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

ประวัติเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จุดเริ่มต้นของนักดื่ม ที่ห้ามพลาด!!!

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม แอลกอฮอล์ ที่ไม่ควรพลาดเด็ดขาด!!

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม

ประวัติของเบียร์
จุดเริ่มต้นของเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เกิดขึ้นมานานกว่า 6,000 ปีแล้ว และเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลก ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยชาวบาบิโลเนีย ตั้งแต่ยุคก่อนคริสตกาล และต่อมาอีก 2,000 ปี ก็ได้ค้นพบพืชชนิดหนึ่งชื่อว่า “Hops” ที่ถูกผสมลงไปในเบียร์ทำให้มีรสชาดขม กลิ่นหอมชวนดื่ม และยังสามารถเก็บเบียร์ไว้ได้นานขึ้นอีกBeer เบียร์ ความนุ่มนวลบนฟอง บ้างก็เชื่อกันว่าเบียร์มีมาเกือบ 6,000-7,000 ปีแล้วโดยชาวบาบีโลนเป็นชาติแรกที่คิดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ขึ้นมาที่ต่อมาถูก เรียกว่าเบียร์ไว้สำหรับสังเวยเทพเจ้าของเขาชาวบาบีโลนนิยมดื่มเบียร์กันทั้งบ้านทั้งเมืองโดยมีร้านขายเบียร์ผุดขึ้นมาทั่ว ราชอาณาจักรราวกับดอกเห็ดซึ่งแหล่งขายเบียร์ในยุคนั้นเรียกว่า Bit Sikari ผู้บันทึกไว้ว่าชาวอียิปต์รู้จักทำเบียร์ทีหลังกว่า ชาวบาบีโลนแต่อียิปต์ก็เป็นชาติที่เก่าแก่ที่คิดค้นเบียร์ได้เอง ประวัติศาสตร์ของเบียร์ยุคใหม่เริ่มที่ประเทศเยอรมันเจ้าตำรับแห่งเบียร์ โดยชาวเยอรมันโบราณได้เป็นผู้คิดค้นทำเบียร์ขึ้นในแคว้นบาวาเรีย โดยไม่ได้ลอกเลียนแบบการทำเบียร์จากชาติใด ๆ

ประวัติของเหล้า

ในพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 ได้กำหนดความหมายของสุราไว้ว่า “สุรา หมายความรวมถึงวัตถุทั้งหลายหรือของผสมที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับน้ำสุราหรือซึ่งดื่มกินไม่ได้ แต่เมื่อผสมกับน้ำหรือของเหลวอย่างอื่นแล้วสามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับน้ำสุรา” กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความหมายของสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (Alcoholic Beverages) ไว้ว่า “สุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (Alcoholic Beverages) หมายความรวมถึงเครื่องดื่มใดๆ ในรูปของของเหลวที่มีเอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) เป็นองค์ประกอบไม่น้อยกว่า 0.5 เปอร์เซนต์โดยปริมาตร และสามารถบริโภคได้” มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสุรากลั่น มอก. 2088–2544 ได้ให้คำนิยามของสุราไว้ว่า “สุรา หมายถึง เครื่องดื่มที่มีแรงแอลกอฮอล์เกิน 0.5 ดีกรี แต่ไม่เกิน 80 ดีกรี ” “สุรากลั่นชุมชน” หมายถึง สุรากลั่นชนิดสุราขาว ทำจากวัตถุดิบจำพวกข้าว หรือแป้ง หรือผลไม้ หรือน้ำผลไม้ หรือผลิตทางการเกษตรอื่นๆ มีแรงแอลกอฮอล์เกินกว่า 15 ดีกรี แต่ไม่เกิน 40 ดีกรี สุรากลั่นชุมชนและสุราแช่ชุมชน นอกจากมีความหมาย ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีเงื่อนไขว่าต้องทำการผลิตสุราดังกล่าวในสถานที่ทำสุราซึ่งใช้เครื่องจักรที่มีกำลังรวมต่ำกว่าห้าแรงม้า หรือใช้คนงานน้อยกว่าเจ็ดคน หรือกรณีที่ใช้ทั้งเครื่องจักรและคนงาน เครื่องจักรต้องมีกำลังรวมต่ำกว่าห้าแรงม้า ประเทศต่าง ๆ ได้วางกฎเกณฑ์สำหรับการผลิต การขาย และการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ตัวอย่างเช่น กฎหมายที่กำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับผู้ที่สามารถบริโภคได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น อายุไม่ต่ำกว่า 16 ปีสำหรับประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรียและสวิสเซอร์แลนด์, ไม่ต่ำกว่า 18 ปีในประเทศไทย หรือไม่ต่ำกว่า 21 ปีในสหรัฐอเมริกา การบริโภคทั้งสุราและเมรัยเป็นข้อห้ามในข้อสุราเมรยมัชปมาทัฏฐานหรือข้อที่ 5 แห่งเบญจศีลของพุทธศาสนา ซึ่งว่า “สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ” แปลได้ว่า “เราจักถือศีลโดยเว้นจากการบริโภคสุรายาเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท” ความหมายของสุรากลั่นชุมชนและสุราแช่ชุมชน ในประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง วิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ. 2544 (ฉบับที่ 3) เรื่อง วิธีบริหารงานสุรา พ.ศ. 2546 (ฉบับที่ 4) และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการอนุญาตให้ทำและขายสุราแช่ชนิดสุราผลไม้ สุราแช่พื้นเมือง และสุราแช่อื่นนอกจากเบียร์ พ.ศ. 2546 ได้กำหนดความหมายของสุราต่างๆ

ประวัติไวน์

ไวน์มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์

นักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกพบว่า “ยีสต์” หรือ เชื้อราขนาดเล็ก เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ โดยอาศัยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน การหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ นอกจากนี้อาจเติมยีสต์เข้าไปอีก เพื่อช่วยกระบวนการหมัก ไวน์แดงทำมาจากองุ่นแดง ที่หมักเชื้ออุณหภูมินานประมาณ 2 สัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิ 21-29 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวทำมาจากองุ่นเขียวขาว หมักเชื้อที่อุณหภูมิ 10-15 เซลเซียส นานประมาณ 3-6 สัปดาห์ ขั้นตอนคร่าวๆที่ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ สกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากจะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย โอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยคนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้