ไวน์ขาว
ประวัติไวน์

ไวน์ขาว เป็นไวน์ที่หมักโดยไม่ต้องสัมผัสกับผิวหนัง สีสามารถเป็นฟางสีเหลืองสีเหลืองสีเขียวหรือสีเหลืองทอง

ไวน์ขาว  เป็นการหมักนั้นก็ใช้ทฤษฎีเดียวกันกับไวน์แดง

ไวน์ขาว เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้มีการผลิตมาจาก องุ่นสีเขียว หรืออาจจะใช้องุ่นสีอื่นก็ได้ แต่ในขั้นตอนการหมักนั้นจะต้องใช้เพียงน้ำองุ่นเท่านั้น ต้องไม่มีส่วนประกอบอื่นไม่ว่าจะเป็นเมล็ด เปลือก หรือสิ่ง อื่นใดเข้าไปในการผลิต เพื่อให้น้ำไวน์มีความใส และมีสีขาว ซึ่งเป็นการหมักนั้นก็ใช้ทฤษฎีเดียวกันกับไวน์แดง คือว่าใช้ยีสต์ทำปฏิกิริยากับน้ำตาลจากน้ำองุ่น เมื่อได้เวลาแล้วก็จะเกิด

แอลกอฮอล์ขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งขั้นตอนการผลิตนั้นก็ทำเช่นเดียวกับไวน์แดงทุกประการ เพียงแต่วัตถุดิบที่เป็นน้ำองุ่นนั้นไวน์ขาวใช้น้ำองุ่นเพียวๆ
ความแตกต่าง ไวน์ขาว กับไวน์แดง

ที่ความแตกต่างในระหว่าง ไวน์ขาว กับไวน์แดงนั้น ที่จะเห็นได้ชัดอยู่แล้วคือสีของไวน์ แต่ภายในเนื้อไวน์จริงๆนั้นไวน์แดงจะมีส่วนผสมของเปลือกเนื้อองุ่นอยู่จำนวนมาก รวมไปจนถึงรสชาติมวลรวมจริงๆขององุ่น ไม่ใช่รสชาติเพียงน้ำองุ่นเท่านั้น ถ้าหากจะถามว่าความกลมกล่อมนั้นไวน์แดงจะมีกลิ่นที่สื่อถึงพันธุ์องุ่นได้อย่างมากมาย เพื่อที่จะได้มีส่วนผสมขององุ่นทั้งลูก

ส่วนไวน์ขาวนั้นจะมีส่วนที่เป็นเฉพาะน้ำองุ่นเท่านั้น ดังนั้นจึงได้มีรสชาติที่ค่อนข้างจะหวานกว่าไวน์แดง และยังมีกลิ่นที่น้อยกว่าเพราะไม่มีการนำเอาเปลือกหรือเมล็ดไปหมักรวมอยู่ด้วย และถ้าหากนำไปหมักต่อด้วยวิธีพิเศษ ก็สามารถทำให้เกิดฟองขึ้นได้ หรือที่นักดื่มทั้งหลายรู้จักกันในนาม แชมเปญ…

โซจู
ความเป็นมาโซจู

โซจู เป็นเครื่องดื่มที่ใสไม่มีสีที่มาจากเกาหลี

โซจู  เป็นระเบียบและปริมาณแอลกอฮอล์จะแตกต่างจากปริมาณแอลกอฮอล์

คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในภาพยนตร์หรือละครของเกาหลีในทุกๆเรื่อง ในสิ่งหนึ่งที่ผู้ชมอย่างเรามักจะได้เห็นกันก็คือ ในแต่ละฉากสังสรรค์ ฉากดื่มย้อมใจ ฉากการทานอาหารร่วมกันของตัวละคร และในสิ่งที่หนึ่งที่ขาดไม่ได้ในฉากเหล่านี้ก็คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่จะได้มีการพบกันบ่อยๆก็คือ เหล้าโซจู เบียร์ และมักกอลลี วันนี้ทางจึงขอหยิบเรื่องเมาๆของเหล้าโซจูมาให้ผู้อ่านชาวไทยได้รู้จักกันให้มากยิ่งขึ้น มากกว่าคำขนานนามที่เกี่ยวกับความแรงของเหล้าโซจูที่ว่าแรงพอๆกับเหล้าขาวของไทย โซจู (소주) – Korean Rice Liquor

โซจู (소주) คือที่สุดของที่สุดของความเป็นเกาหลีอย่างแท้จริง เป็นเหล้ากลั่นใสคล้ายกับวอดก้า ถือว่าเป็นเครื่องดื่มประจำชาติเลยก็ว่าได้ ในส่วนผสมหลักของเหล้าโซจู ก็คือ ข้าว ร่วมกับส่วนผสมอย่างอื่น เช่น ข้าวสาลี ข้าวปาร์เลย์ หรือมันฝรั่งหวาน ที่มีรสขมออกหวาน ส่วนใหญ่มักจะบรรจุด้วยขวดแก้วสีเขียว

 

มีต้นกำเนิดมาจาก “อารัก (Arak หรือ araq)” ซึ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พื้นเมืองของชาวตะวันออกกลาง อย่างอิรัก เลบานอน ซีเรีย จอร์แดน และอิสราเอล ที่ได้ถูกนำเข้ามาในเกาหลีครั้งแรกในปีช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1300 ผ่านชาวมองโกลในสมัยราชวงศ์หยวนของจีนที่เข้ามารุกรานและตั้งที่มั่นที่เมืองอันดง ในเขตอาณาจักรโครยอของเกาหลีก่อนจะเดินทางต่อไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในระหว่างที่ทหารมองโกลพักแรมอยู่ที่นั้น ชาวเมืองอันดงได้มีการเรียนรู้และซึมซับเอาสูตรการหมักเหล้า “อารัก (Arak)” มาและค่อยๆ มีการพัฒนา จนกลายเป็น “โซจู” ดังเช่นในปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าเบียร์ วิสกี้ และไวน์จะได้รับความนิยมในเกาหลีอย่างมาก แต่โซจูก็ยังคงเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นิยมมากเป็นอันดับหนึ่งในเกาหลีอยู่ ด้วยความคุ้นชิน ความผูกพันที่อยู่คู่กับคนเกาหลีมาอย่างยาวนานและด้วยราคาที่ไม่แพงของโซจูจึงทำให้ในแต่ละปีมียอดขายโซจูในประเทศมากกว่าพันล้านขวด อย่างเช่นในปี ค.ศ.2004 ที่มียอดจำหน่ายในประเทศสูงถึง 3 พันล้านขวดเลยทีเดียว

 …

สาเก
ประวัติเหล้า

สาเก เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของประเทศญี่ปุ่น ทำจากข้าวเหมือนกับการทำเบียร

สาเก  เป็นเครื่องดื่มประจำชาติของชาวญี่ปุ่นมานานหลายศตวรรษ

สาเก (Sake) เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของญี่ปุ่น ที่ทำมาจากข้าวเหมือนกับการทำเบียร แต่ไม่ใช่เบียรเพราะไม่มีสี และไม่มีแก๊สบรรจุอยู่ ไม่จัดอยู่ในกลุ่มไวน์เพราะได้มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า และก็ไม่ใช่สุรากลั่นเช่นกัน แต่เนื่องจากดูคล้ายไวน์หลายคนจึงได้มีชื่อเรียกว่า Japanese rice Wine

สาเกเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของชาวญี่ปุ่นมาอย่างนานหลายศตวรรษ จึงไม่ทราบแน่ชัดว่ามีต้นกำเนิดจากไหน หรือเมื่อไร แต่สันนิษฐานว่าชาวญี่ปุ่นรับเอาวิธีการหมักสุราด้วยข้าวมอลต์จากจีนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

ในยุคอาสึกะ (飛鳥時代 – Asuka jidai / ค.ศ.592 – 710) สาเกที่หมักจากข้าว, น้ำ และมอลต์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมมาก ในสมัยเฮอัน (平安時代 – Heian jidai / ค.ศ.794-1185) สาเกที่ได้มีการเริ่มถูกนำใช้ประกอบในพิธีทางศาสนา และผู้คนก็เริ่มดื่มสาเกกันบ่อยขึ้น ในช่วงแรกโรงผลิตเหล้าอยู่ในการดูแลของรัฐบาลเป็นเวลานาน แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 ตามวัดและศาลเจ้าก็เริ่มหมักเหล้ากันเอง และก็ได้กลายเป็นสถานที่หลักในการหมักสาเกเป็นระยะเวลานานถึง 500 ปี

คริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาวญี่ปุ่นในเกาะคิวชูรับเอาเทคนิคการกลั่นเหล้ามาจากริวกิว (โอกินาว่าในปัจจุบัน) เหล้าโชจูที่ชื่อ อิโมะสาเกที่ได้มีการเริ่มถูกส่งมาขายยังเกียวโต ที่ซึ่งปกตินำเข้าสุราและไวน์ต่างๆ จากประเทศจีน และในคริสต์ศตวรรษที่ 18 สาเกก็ได้กลายเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมสูงมากในญี่ปุ่น

จากการทำสาเกจะมีกรรมวิธีอันเป็นเอกลักษณ์พิเศษไม่เหมือนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ โดยที่ได้มีการเริ่มจากการทำความสะอาดข้าวด้วยน้ำและแช่ไว้นานประมาณ 12 ชั่วโมง แล้วจึงได้มีการนำไปนึ่งข้าว ที่นึ่งแล้วจะได้มีการนำไปผสมคลุกเคล้ากับยีสต์ ชนิดหนึ่งซึ่งจะผลิตเอนไซม์ที่เปลี่ยนแป้งจากข้าวเป็นน้ำตาล โดยใช้เวลานาน 35 ชั่วโมง เพื่อทำให้มีเอนไซม์มากขึ้น เรียกว่าโคจิ ( Koji ) เพื่อให้เกิดจากการหมักเพิ่มขึ้นผสมกับยีสต์เติบโตขึ้นอย่างช้าๆ โดยกินน้ำตาลจนเติบโตเต็มที่ใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์และเรียกว่า moto ที่ยีสต์เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จึงเป็นการเติมน้ำและข้าวนึ่งใหม่ๆลงไปเพื่อให้เกิดการเริ่มต้นประมาณ 3 สัปดาห์ เมื่อการหมักเสร็จสิ้นแล้ว ของเหลวที่ได้คือ สาเกจะถูกกรองออกมาทิ้งไว้ให้เย็น แล้วได้มีการนำเก็บไว้ในถัง เก็บบ่มระยะเวลาสั้นๆสุดท้ายจึงนำไปฆ่าเชื้อด้วยวิธีการพาสเจอไรซ์ก่อนการบรรจุขวด หรือ ถังสาเกจะมีระดับคุณภาพธรรมดา และคุณภาพพิเศษต่างกัน

สาเกมีแอลกอฮอล์สูงมากหากเทียบกับเครื่องดื่มที่ทำจากการหมักเหมือนๆกัน คือมีแอลกอฮอล์14-16 ดีกรีมีรสหวานเล็กน้อยเมื่อเริ่มดื่ม ปกติสาเกจะนิยมดื่มโดยอุ่นให้ร้อนปานกลาง เพื่อให้กลิ่นจางลงการอุ่นจะนำขวดใส่สาเกลงแช่ในอ่างน้ำร้อนประมาณ 37องศา ถึง 38องศา เป็นการเสิร์ฟแบบญี่ปุ่นจะแบ่งใส่ในขวดเซรามิคเล็กๆที่เรียกว่า Tokkuri แล้วรินใส่ถ้วยเล็กๆ ที่เรียกว่า Sakazuki ขนาดถ้วยประมาณ 1 ออนซ์ และดื่มจากถ้วยเล็กๆนี้…

ความเป็นมาของ แสงโสม
ประวัติเหล้า

ความเป็นมาของ แสงโสม โดยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ผู้ที่กินเหล้าในปริมาณไม่มาก จะรู้สึกผ่อนคลาย

ความเป็นมาของ แสงโสม  ปรุงแต่งรสด้วยหัวเชื้อพิเศษที่ปรุงขึ้นจากส่วนผสมของเครื่องเทศ และสมุนไพรนับร้อยชนิด

ความเป็นมาของ แสงโสม

แสงโสม เป็นสุราในประเทศไทย แสงโสมเกิดจากกระบวนการหมัก กลั่น และเก็บบ่มแอลกอฮอล์ในถังไม้โอ๊คนาน 3 ปี, 5 ปี และ 10 ปี

แล้วปรุงแต่งรสด้วยหัวเชื้อพิเศษที่ปรุงขึ้นจากส่วนผสมของเครื่องเทศ และสมุนไพรนับร้อยชนิด เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ โดยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ผู้ที่กินเหล้าในปริมาณไม่มาก จะรู้สึกผ่อนคลาย เนื่องจากแอลกอฮอล์ไปกดจิตใต้สำนึกที่คอยควบคุมตนเอง ทำให้กล้าแสดงออกมากขึ้น แต่เมื่อกินมากขึ้นก็จะกดสมองบริเวณอื่นๆ ทำให้เสียการทรงตัว พูดไม่ชัด จนแม้กระทั่งหมดสติ และขี้เรื้อนต่อๆไป ได้อีก ได้รับรางวัลเหรียญทองจากการประกวดสุรา ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน ในปี พ.ศ. 2525 และ 2526 และชนะรางวัลการประกวด สุราณ เมืองดุซเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี ในปี พ.ศ. 2526 จึงเป็นที่รู้จัก และเรียกขานในหมู่นักดื่มทั้งชาวไทย และชาวต่าง ประเทศว่า “แสงโสมเหรียญทอง” มาจนปัจจุบัน

สุราสี ได้จากการกลั่นส่าจากน้ำอ้อย น้ำตาลอ้อย หรือกากน้ำตาลอ้อย กลั่นให้น้ำสุรามีแรงแอลกอฮอล์ระหว่าง 60-95 ดีกรีแล้วปรับปรุงน้ำสุราที่กลั่นได้ด้วยน้ำบริสุทธิ์ เพื่อให้มีแรงแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมก่อนที่จะนำเข้าเก็บบ่มในถังไม้ที่เผาภายในแล้ว โดยมีระยะเวลาในการบ่มไม่น้อยกว่า 1 ปี แล้วจึงปรุงแต่งสี, กลิ่น,รส ตามต้องการ แล้วบรรจุภาชนะออกจำหน่าย ต้นตำรับสูตรปรุงแม่โขงนั้น “ประเสริฐ เทพหัสดิน ณ อยุธยา” เป็นผู้คิดขึ้นมาคนแรก โดยสมัยหนึ่งเคยมีกรณีพิพาทเรื่องสูตรสุรา แม่โขง ว่าเป็นของ “ตาเสริฐ” หรือ ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กันแน่ แต่บทสรุปแล้วคือเป็นสูตรของ “ตาเสริฐ” ผู้นี้นี่เอง ที่คิดสูตรสุราที่เวลากินแล้วจะตาแฉะ แถมร้อนใน ฮ่าๆ ซึ่งน่าจะมีใครเคยโดนกันมาบ้างไม่มากก็น้อย จากนั้นจึงเกิดฮีโร่คนใหม่นาม “จุล กาญจนลักษณ์”…

เครื่องดื่ม โซจู
ความเป็นมาโซจู

เครื่องดื่ม โซจู เป็นเครื่องดื่มที่มีสีขาวบริสุทธิ์และไม่มีสีซึ่งมีต้นกำเนิดจากเกาหลี

เครื่องดื่ม โซจู  เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คล้ายวอดก้า มีรสชาติขมออกหวาน

เครื่องดื่ม โซจู

หลังจากปี 2000 เป็นต้นมา ได้มีการคลื่นวัฒนธรรมเกาหลีใต้ที่มีชื่อเรียกกันว่า Korean Wave ก็เผยแพร่ออกไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก และยิ่งโหมกระหน่ำมากขึ้น เมื่อเกาหลีใต้ขึ้นเวที ‘เดบิวต์’ กับชาวโลก ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกร่วมกับประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้มีผู้คนมักจดจำเกาหลีใต้เป็นประเทศด้อยพัฒนาเพราะสงครามและความยากจน ในการเปิดตัวดังกล่าวได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศ จึงได้กลายเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมอย่างที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้

โซจูเป็นเหล้าไม่มีสี และไม่มีกลิ่น เดิมผลิตจากข้าวหมัก แต่ปัจจุบันใช้มันฝรั่งหรือมันเทศเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งถ้าเทียบกับเครื่องดื่มในบ้านเราก็คือเหล้าขาวดีๆนี้เอง คนเกลาหลีใต้นิยมชอบดื่มโซจูกันเป็นอย่างมาก โดยมีสถิติรายงานว่า ชาวเกลหลีที่ดื่มแอลกอฮอล คิดเป็นค่าเฉลี่ย 13.7 ต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นชนชาติที่ดื่มหนักที่สุดในโลก นอกจากนี้แล้ว ความที่น่าประหลาดใจอีกสิ่งหนึ่งสำหรับประเทศที่ยึดมั่นในหลักศาสนาและมีกฎหมายควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างเคร่งครัด และหลังจากวัฒนธรรมเกาหลีได้มีการเผยแพร่ไปไพศาล คงยากที่จะปิดกั้นโลกไม่ให้รู้จักกับเครื่องดื่มสีขาวไร้กลิ่นอย่างโซจู ฤทธิ์ของมันอาจจะช่วยให้ผู้คนจำวันคืนสุขได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น หรือไม่ก็ช่วยคนให้ลืมความทุกข์ความเศร้าโศกเพียงแค่เทมันลงคอได้เท่านั้น…

จุดเริ่มต้นของนักดื่มสุราเมรัย
ประวัติเหล้า

จุดเริ่มต้นของนักดื่มสุราเมรัย ที่ต้องควรรู้กันเป็นอย่างดี และไม่ควรพลาด

จุดเริ่มต้นของนักดื่มสุราเมรัย หากใครดื่มไม่มากอาจจะทำให้รู้สึกผ่อนคลายเนื่องจากสารกดจะจิตใต้สำนึก

จุดเริ่มต้นของนักดื่มสุราเมรัย

กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความหมายของสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (Alcoholic Beverages) ไว้ว่า “สุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (Alcoholic Beverages) หมายความรวมถึงเครื่องดื่มใดก็ตามๆ ในรูปแบบของเหลวที่มีเอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) เป็นองค์ประกอบไม่น้อยกว่า 0.5 เปอร์เซนต์โดยปริมาตร และสามารถบริโภคได้”

มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสุรากลั่น มอก. 2088–2544 ได้ให้คำนิยามของสุราไว้ว่า “สุรา หมายถึง เครื่องดื่มที่มีแรงแอลกอฮอล์เกิน 0.5 ดีกรี แต่ไม่เกิน 80 ดีกรี ”

ความหมายของสุรากลั่นชุมชนและสุราแช่ชุมชน

ในประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง วิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ. 2544 (ฉบับที่ 3) เรื่อง วิธีบริหารงานสุรา พ.ศ. 2546 (ฉบับที่ 4) และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการอนุญาตให้ทำและขายสุราแช่ชนิดสุราผลไม้ สุราแช่พื้นเมือง และสุราแช่อื่นนอกจากเบียร์ พ.ศ. 2546 ได้กำหนดความหมายของสุราต่างๆ ไว้ ดังนี้

“สุราแช่และผลิตภัณฑ์” หมายความว่า สุราแช่ชนิดสุราผลไม้ สุราแช่พื้นเมือง สุราแช่อื่นนอกจากเบียร์

“สุรากลั่นชุมชน” หมายถึง สุรากลั่นชนิดสุราขาว ทำจากวัตถุดิบจำพวกข้าว หรือแป้ง หรือผลไม้ หรือน้ำผลไม้ หรือผลิตทางการเกษตรอื่นๆ มีแรงแอลกอฮอล์เกินกว่า 15 ดีกรี แต่ไม่เกิน 40 ดีกรี

สุรากลั่นชุมชนและสุราแช่ชุมชน นอกจากมีความหมาย ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีเงื่อนไขว่าต้องทำการผลิตสุราดังกล่าวในสถานที่ทำสุราซึ่งใช้เครื่องจักรที่มีกำลังรวมต่ำกว่าห้าแรงม้า หรือใช้คนงานน้อยกว่าเจ็ดคน หรือกรณีที่ใช้ทั้งเครื่องจักรและคนงาน เครื่องจักรต้องมีกำลังรวมต่ำกว่าห้าแรงม้า และคนงานต้องน้อยกว่าเจ็ดคน

ที่มา : มัทนา พฤกษะริตานนท์ นักวิทยาศาสตร์ 8 กลุ่มงานวิเคราะห์สินค้าและของกลาง ” ทิศทางการพัฒนาคุณภาพสุราชุมชน

สุรา (อังกฤษ: liquor หรือ spirit) หมายถึง น้ำเมาที่ได้จากการกลั่นสารบางประเภท อาทิ เอทิลแอลกอฮอล์ และเมรัย คือ นํ้าเมาที่เกิดจากการหมักหรือแช่ให้เกิดสารบางประเภท เมื่อดื่มแล้วสารนั้นจะออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง หากใครดื่มไม่มากอาจจะทำให้รู้สึกผ่อนคลายเนื่องจากสารกดจะจิตใต้สำนึกที่คอยควบคุมตนเองทำให้กล้าแสดงออกมากขึ้น แต่เมื่อดื่มมากขึ้นก็จะกดสมองบริเวณอื่นๆได้ ทำให้เสียการทรงตัว พูดไม่ชัด จนแม้กระทั่งหมดสติลงไปในที่สุด ทั้งสุราและเมรัยเรียกโดยภาษาปากว่า “เหล้า”

ประเทศต่างๆ ได้วางกฎเกณฑ์สำหรับการผลิต การขาย และการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ตัวอย่างเช่น กฎหมายที่กำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับผู้ที่สามารถบริโภคได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น อายุไม่ต่ำกว่า 16 ปีสำหรับประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรียและสวิสเซอร์แลนด์, ไม่ต่ำกว่า 18 ปีในประเทศไทย หรือไม่ต่ำกว่า 21 ปีในสหรัฐอเมริกา

การบริโภคทั้งสุราและเมรัยเป็นข้อห้ามในข้อสุราเมรยมัชปมาทัฏฐานหรือข้อที่ 5 แห่งเบญจศีลของพุทธศาสนา ซึ่งว่า “สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ” แปลได้ว่า
“เราจักถือศีลโดยเว้นจากการบริโภคสุรายาเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท”…

ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม ไวน์ เป็นวิธีตามธรรมชาติ ที่มีอยู่กรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม ไวน์ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม ไวน์

ไวน์มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกพบว่า “ยีสต์” หรือ เชื้อราขนาดเล็ก เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ โดยอาศัยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน การหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ นอกจากนี้อาจเติมยีสต์เข้าไปอีก เพื่อช่วยกระบวนการหมัก ไวน์แดงทำมาจากองุ่นแดง ที่หมักเชื้ออุณหภูมินานประมาณ 2 สัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิ 21-29 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวทำมาจากองุ่นเขียวขาว หมักเชื้อที่อุณหภูมิ 10-15 เซลเซียส นานประมาณ 3-6 สัปดาห์

ขั้นตอนคร่าวๆที่ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ สกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากจะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย
ในยุคอียิปต์โบราณ การเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยคนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้…

จุดเริ่มต้องของนักดื่ม ไวน์
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

จุดเริ่มต้องของนักดื่ม ไวน์ ที่ต้องควรรู้ นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์

จุดเริ่มต้องของนักดื่ม ไวน์ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์

จุดเริ่มต้องของนักดื่ม ไวน์

ไวน์มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกพบว่า “ยีสต์” หรือ เชื้อราขนาดเล็ก เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ โดยอาศัยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน การหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ นอกจากนี้อาจเติมยีสต์เข้าไปอีก เพื่อช่วยกระบวนการหมัก ไวน์แดงทำมาจากองุ่นแดง ที่หมักเชื้ออุณหภูมินานประมาณ 2 สัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิ 21-29 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวทำมาจากองุ่นเขียวขาว หมักเชื้อที่อุณหภูมิ 10-15 เซลเซียส นานประมาณ 3-6 สัปดาห์

ขั้นตอนคร่าวๆที่ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ สกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากจะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย
ในยุคอียิปต์โบราณ การเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยคนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้…

จุดเริ่มต้นของนักดื่มสุราเมรัย
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม สุรา ดื่มไม่มากอาจรู้สึกผ่อนคลายเนื่องจากสารกดจิตใต้สำนึกที่คอยควบคุมตนเอง

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม สุรา เมื่อดื่มมากขึ้นก็จะกดสมองบริเวณอื่น ๆ ทำให้เสียการทรงตัว พูดไม่ชัด

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม สุรา

ในพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 ได้กำหนดความหมายของสุราไว้ว่า “สุรา หมายความรวมถึงวัตถุทั้งหลายหรือของผสมที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับน้ำสุราหรือซึ่งดื่มกินไม่ได้ แต่เมื่อผสมกับน้ำหรือของเหลวอย่างอื่นแล้วสามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับน้ำสุรา”

กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความหมายของสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (Alcoholic Beverages) ไว้ว่า “สุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (Alcoholic Beverages) หมายความรวมถึงเครื่องดื่มใดๆ ในรูปของของเหลวที่มีเอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) เป็นองค์ประกอบไม่น้อยกว่า 0.5 เปอร์เซนต์โดยปริมาตร และสามารถบริโภคได้”

มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสุรากลั่น มอก. 2088–2544 ได้ให้คำนิยามของสุราไว้ว่า “สุรา หมายถึง เครื่องดื่มที่มีแรงแอลกอฮอล์เกิน 0.5 ดีกรี แต่ไม่เกิน 80 ดีกรี ”

ความหมายของสุรากลั่นชุมชนและสุราแช่ชุมชน

ในประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง วิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ. 2544 (ฉบับที่ 3) เรื่อง วิธีบริหารงานสุรา พ.ศ. 2546 (ฉบับที่ 4) และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการอนุญาตให้ทำและขายสุราแช่ชนิดสุราผลไม้ สุราแช่พื้นเมือง และสุราแช่อื่นนอกจากเบียร์ พ.ศ. 2546 ได้กำหนดความหมายของสุราต่างๆ ไว้ ดังนี้

“สุราแช่และผลิตภัณฑ์” หมายความว่า สุราแช่ชนิดสุราผลไม้ สุราแช่พื้นเมือง สุราแช่อื่นนอกจากเบียร์

“สุรากลั่นชุมชน” หมายถึง สุรากลั่นชนิดสุราขาว ทำจากวัตถุดิบจำพวกข้าว หรือแป้ง หรือผลไม้ หรือน้ำผลไม้ หรือผลิตทางการเกษตรอื่นๆ มีแรงแอลกอฮอล์เกินกว่า 15 ดีกรี แต่ไม่เกิน 40 ดีกรี

สุรากลั่นชุมชนและสุราแช่ชุมชน นอกจากมีความหมาย ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีเงื่อนไขว่าต้องทำการผลิตสุราดังกล่าวในสถานที่ทำสุราซึ่งใช้เครื่องจักรที่มีกำลังรวมต่ำกว่าห้าแรงม้า หรือใช้คนงานน้อยกว่าเจ็ดคน หรือกรณีที่ใช้ทั้งเครื่องจักรและคนงาน เครื่องจักรต้องมีกำลังรวมต่ำกว่าห้าแรงม้า และคนงานต้องน้อยกว่าเจ็ดคน

ที่มา : มัทนา พฤกษะริตานนท์ นักวิทยาศาสตร์ 8 กลุ่มงานวิเคราะห์สินค้าและของกลาง ” ทิศทางการพัฒนาคุณภาพสุราชุมชน

สุรา (อังกฤษ: liquor หรือ spirit) หมายถึง น้ำเมาที่ได้จากการกลั่นสารบางประเภท อาทิ เอทิลแอลกอฮอล์ และเมรัย คือ นํ้าเมาที่เกิดจากการหมักหรือแช่ให้เกิดสารบางประเภท เมื่อดื่มแล้วสารนั้นจะออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง หากดื่มไม่มากอาจรู้สึกผ่อนคลายเนื่องจากสารกดจิตใต้สำนึกที่คอยควบคุมตนเองทำให้กล้าแสดงออกมากขึ้น แต่เมื่อดื่มมากขึ้นก็จะกดสมองบริเวณอื่น ๆ ทำให้เสียการทรงตัว พูดไม่ชัด จนแม้กระทั่งหมดสติในที่สุด ทั้งสุราและเมรัยเรียกโดยภาษาปากว่า “เหล้า”

ประเทศต่าง ๆ ได้วางกฎเกณฑ์สำหรับการผลิต การขาย และการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ตัวอย่างเช่น กฎหมายที่กำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับผู้ที่สามารถบริโภคได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น อายุไม่ต่ำกว่า 16 ปีสำหรับประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรียและสวิสเซอร์แลนด์, ไม่ต่ำกว่า 18 ปีในประเทศไทย หรือไม่ต่ำกว่า 21 ปีในสหรัฐอเมริกา

การบริโภคทั้งสุราและเมรัยเป็นข้อห้ามในข้อสุราเมรยมัชปมาทัฏฐานหรือข้อที่ 5 แห่งเบญจศีลของพุทธศาสนา ซึ่งว่า “สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ” แปลได้ว่า “เราจักถือศีลโดยเว้นจากการบริโภคสุรายาเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท”…

จุดเริ่มต้องของนักดื่มที่ต้องควรรู้
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

จุดเริ่มต้องของนักดื่มที่ต้องควรรู้ เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลกที่ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยชาวบาบิโลเนีย

จุดเริ่มต้องของนักดื่มที่ต้องควรรู้  เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลก

จุดเริ่มต้องของนักดื่มที่ต้องควรรู้

จุดเริ่มต้นของเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เกิดขึ้นมานานกว่า 6,000 ปีแล้ว และเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลก ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยชาวบาบิโลเนีย

ตั้งแต่ยุคก่อนคริสตกาล และต่อมาอีก 2,000 ปี ก็ได้ค้นพบพืชชนิดหนึ่งชื่อว่า “Hops” ที่ถูกผสมลงไปในเบียร์ทำให้มีรสชาดขม กลิ่นหอมชวนดื่ม และยังสามารถเก็บเบียร์ไว้ได้นานขึ้นอีกBeer เบียร์ ความนุ่มนวลบนฟอง บ้างก็เชื่อกันว่าเบียร์มีมาเกือบ 6,000-7,000 ปีแล้วโดยชาวบาบีโลนเป็นชาติแรกที่คิดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ขึ้นมาที่ต่อมาถูก เรียกว่าเบียร์ไว้สำหรับสังเวยเทพเจ้าของเขาชาวบาบีโลนนิยมดื่มเบียร์กันทั้งบ้านทั้งเมืองโดยมีร้านขายเบียร์ผุดขึ้นมาทั่ว ราชอาณาจักรราวกับดอกเห็ดซึ่งแหล่งขายเบียร์ในยุคนั้นเรียกว่า Bit Sikari ผู้บันทึกไว้ว่าชาวอียิปต์รู้จักทำเบียร์ทีหลังกว่า ชาวบาบีโลนแต่อียิปต์ก็เป็นชาติที่เก่าแก่ที่คิดค้นเบียร์ได้เอง ประวัติศาสตร์ของเบียร์ยุคใหม่เริ่มที่ประเทศเยอรมันเจ้าตำรับแห่งเบียร์ โดยชาวเยอรมันโบราณได้เป็นผู้คิดค้นทำเบียร์ขึ้นในแคว้นบาวาเรีย โดยไม่ได้ลอกเลียนแบบการทำเบียร์จากชาติใด ๆ เครื่องดื่มที่มีฟองชนิดนี้ชาวเยอรมันทำจากข้าวมอล์ท ยุคนั้นเรียกว่า Peor หรือ Bior จนเพี้ยนมาเป็นคำว่า Beer ส่วนใหญ่ของผู้ทำเบียร์ในยุคนั้นได้แก่พระ ที่ต้องการชักจูงให้ผู้คนนับถือศาสนาคริสต์ โดยเอาเบียร์เป็นเครื่องล่อ เบียร์คือสุราชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในประเภทสุราแช่ (คือสุราที่ยังไม่ได้กลั่น) เบียร์แต่ละยุคโบราณมีวัตถุดิบและกรรมวิธีหลายอย่างได้แก่พวกธัญพืชนานาพันธุ์ และผลไม้ต่าง ๆ…