เหล้ายิน
ประวัติเหล้า

เหล้ายิน ผสมกลิ่นรสชาติของสมุนไพร และผลจูนิเปอร์ เป็นที่นิยมกันมากในฮอลันดา

เหล้ายิน  เป็นสุราอีกชนิดหนึ่งที่ได้จากการกลั่นของการหมักของกากน้ำตาล

เป็นเหล้าสีขาว ที่มีกลิ่นหอมของผลจูนิเปอร์ ที่ทำมาจากการ กลั่นข้าวหรือ Grain และเป็นการผสมกลิ่นรสชาติของสมุนไพร และผลจูนิเปอร์ เป็นที่นิยมกันมากในฮอลันดา สมัยก่อนจึงได้มีชื่อเรียกจินว่า “Dutch Courage”และได้รับการเปลี่ยนชื่อให้เรียกสั้นๆว่า Gin

ยินเป็นสุราอีกชนิดหนึ่งที่ได้จากการกลั่นของการหมักของกากน้ำตาล, เมล็ดธัญญพืช (ซึ่งก็มี เมล็ดข้าวโพด, เมล็ดข้าวบาร์เล่ย์, เมล็ดข้าวไรย์ และเมล็ดข้าวอื่นๆ) ยินเป็นสุราขาว (ใสไม่มีสี) ที่ได้มีความลงตัวในระหว่างความ ดราย (Dry) หรือ ไม่หวาน และได้กลิ่นรสสดชื่นของผลจูนิเปอร์ สมุนไพรและเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งทำให้ยินแตกต่างจากสุราทั่วไป วึ่งในปัจจุบันผลิตกันในหลายๆประเทศ กลิ่นและรสชาติก็แตกต่างกันไปเพราะได้มีการเปลี่ยน แปลงทั้งวิธีการผลิตและในส่วนผสม ยินที่ผลิตจากประเทศฮอลันดา รสจะเข้มข้นมาก ที่นิยมดื่มโดยไม่ผสม แต่ควรแช่ให้เย็นจัดจินจากอังกฤษและอเมริกา นิยมดื่มเป็นเครื่องดื่มผสม ที่รู้จักกันแพร่หลายเช่น Gin Tonic ,Orange Blossom ,Tom Collins, Martini

ยินที่รู้จักกันดีในประเทศไทยเช่น Bombay, Sapphire, Beefeater, Gordon, Gilbey’s ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้คำว่า London Dry Gin

สำหรับประเทศไทย เหล้าที่ได้มีกลิ่นคล้ายเหล้ายินต่างประเทศ ที่ได้เกิดขึ้นรายแรกคือ อังเคิล ทอม จี (Uncle Tom-G) คุณสมบัติไม่แพ้ยิน อเมริกา หรือ อังกฤษ ข้อดีอีกข้อก็คือ ราคา ซึ่งเป็นจุดแข็ง ของสินค้าทำให้เหมาะสม ในการนำมาปรุงเป็นค็อกเทล…

ไวน์ขาว
ประวัติไวน์

ไวน์ขาว เป็นไวน์ที่หมักโดยไม่ต้องสัมผัสกับผิวหนัง สีสามารถเป็นฟางสีเหลืองสีเหลืองสีเขียวหรือสีเหลืองทอง

ไวน์ขาว  เป็นการหมักนั้นก็ใช้ทฤษฎีเดียวกันกับไวน์แดง

ไวน์ขาว เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้มีการผลิตมาจาก องุ่นสีเขียว หรืออาจจะใช้องุ่นสีอื่นก็ได้ แต่ในขั้นตอนการหมักนั้นจะต้องใช้เพียงน้ำองุ่นเท่านั้น ต้องไม่มีส่วนประกอบอื่นไม่ว่าจะเป็นเมล็ด เปลือก หรือสิ่ง อื่นใดเข้าไปในการผลิต เพื่อให้น้ำไวน์มีความใส และมีสีขาว ซึ่งเป็นการหมักนั้นก็ใช้ทฤษฎีเดียวกันกับไวน์แดง คือว่าใช้ยีสต์ทำปฏิกิริยากับน้ำตาลจากน้ำองุ่น เมื่อได้เวลาแล้วก็จะเกิด

แอลกอฮอล์ขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งขั้นตอนการผลิตนั้นก็ทำเช่นเดียวกับไวน์แดงทุกประการ เพียงแต่วัตถุดิบที่เป็นน้ำองุ่นนั้นไวน์ขาวใช้น้ำองุ่นเพียวๆ
ความแตกต่าง ไวน์ขาว กับไวน์แดง

ที่ความแตกต่างในระหว่าง ไวน์ขาว กับไวน์แดงนั้น ที่จะเห็นได้ชัดอยู่แล้วคือสีของไวน์ แต่ภายในเนื้อไวน์จริงๆนั้นไวน์แดงจะมีส่วนผสมของเปลือกเนื้อองุ่นอยู่จำนวนมาก รวมไปจนถึงรสชาติมวลรวมจริงๆขององุ่น ไม่ใช่รสชาติเพียงน้ำองุ่นเท่านั้น ถ้าหากจะถามว่าความกลมกล่อมนั้นไวน์แดงจะมีกลิ่นที่สื่อถึงพันธุ์องุ่นได้อย่างมากมาย เพื่อที่จะได้มีส่วนผสมขององุ่นทั้งลูก

ส่วนไวน์ขาวนั้นจะมีส่วนที่เป็นเฉพาะน้ำองุ่นเท่านั้น ดังนั้นจึงได้มีรสชาติที่ค่อนข้างจะหวานกว่าไวน์แดง และยังมีกลิ่นที่น้อยกว่าเพราะไม่มีการนำเอาเปลือกหรือเมล็ดไปหมักรวมอยู่ด้วย และถ้าหากนำไปหมักต่อด้วยวิธีพิเศษ ก็สามารถทำให้เกิดฟองขึ้นได้ หรือที่นักดื่มทั้งหลายรู้จักกันในนาม แชมเปญ…

สาเก
ประวัติเหล้า

สาเก เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของประเทศญี่ปุ่น ทำจากข้าวเหมือนกับการทำเบียร

สาเก  เป็นเครื่องดื่มประจำชาติของชาวญี่ปุ่นมานานหลายศตวรรษ

สาเก (Sake) เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของญี่ปุ่น ที่ทำมาจากข้าวเหมือนกับการทำเบียร แต่ไม่ใช่เบียรเพราะไม่มีสี และไม่มีแก๊สบรรจุอยู่ ไม่จัดอยู่ในกลุ่มไวน์เพราะได้มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า และก็ไม่ใช่สุรากลั่นเช่นกัน แต่เนื่องจากดูคล้ายไวน์หลายคนจึงได้มีชื่อเรียกว่า Japanese rice Wine

สาเกเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของชาวญี่ปุ่นมาอย่างนานหลายศตวรรษ จึงไม่ทราบแน่ชัดว่ามีต้นกำเนิดจากไหน หรือเมื่อไร แต่สันนิษฐานว่าชาวญี่ปุ่นรับเอาวิธีการหมักสุราด้วยข้าวมอลต์จากจีนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

ในยุคอาสึกะ (飛鳥時代 – Asuka jidai / ค.ศ.592 – 710) สาเกที่หมักจากข้าว, น้ำ และมอลต์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมมาก ในสมัยเฮอัน (平安時代 – Heian jidai / ค.ศ.794-1185) สาเกที่ได้มีการเริ่มถูกนำใช้ประกอบในพิธีทางศาสนา และผู้คนก็เริ่มดื่มสาเกกันบ่อยขึ้น ในช่วงแรกโรงผลิตเหล้าอยู่ในการดูแลของรัฐบาลเป็นเวลานาน แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 ตามวัดและศาลเจ้าก็เริ่มหมักเหล้ากันเอง และก็ได้กลายเป็นสถานที่หลักในการหมักสาเกเป็นระยะเวลานานถึง 500 ปี

คริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาวญี่ปุ่นในเกาะคิวชูรับเอาเทคนิคการกลั่นเหล้ามาจากริวกิว (โอกินาว่าในปัจจุบัน) เหล้าโชจูที่ชื่อ อิโมะสาเกที่ได้มีการเริ่มถูกส่งมาขายยังเกียวโต ที่ซึ่งปกตินำเข้าสุราและไวน์ต่างๆ จากประเทศจีน และในคริสต์ศตวรรษที่ 18 สาเกก็ได้กลายเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมสูงมากในญี่ปุ่น

จากการทำสาเกจะมีกรรมวิธีอันเป็นเอกลักษณ์พิเศษไม่เหมือนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ โดยที่ได้มีการเริ่มจากการทำความสะอาดข้าวด้วยน้ำและแช่ไว้นานประมาณ 12 ชั่วโมง แล้วจึงได้มีการนำไปนึ่งข้าว ที่นึ่งแล้วจะได้มีการนำไปผสมคลุกเคล้ากับยีสต์ ชนิดหนึ่งซึ่งจะผลิตเอนไซม์ที่เปลี่ยนแป้งจากข้าวเป็นน้ำตาล โดยใช้เวลานาน 35 ชั่วโมง เพื่อทำให้มีเอนไซม์มากขึ้น เรียกว่าโคจิ ( Koji ) เพื่อให้เกิดจากการหมักเพิ่มขึ้นผสมกับยีสต์เติบโตขึ้นอย่างช้าๆ โดยกินน้ำตาลจนเติบโตเต็มที่ใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์และเรียกว่า moto ที่ยีสต์เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จึงเป็นการเติมน้ำและข้าวนึ่งใหม่ๆลงไปเพื่อให้เกิดการเริ่มต้นประมาณ 3 สัปดาห์ เมื่อการหมักเสร็จสิ้นแล้ว ของเหลวที่ได้คือ สาเกจะถูกกรองออกมาทิ้งไว้ให้เย็น แล้วได้มีการนำเก็บไว้ในถัง เก็บบ่มระยะเวลาสั้นๆสุดท้ายจึงนำไปฆ่าเชื้อด้วยวิธีการพาสเจอไรซ์ก่อนการบรรจุขวด หรือ ถังสาเกจะมีระดับคุณภาพธรรมดา และคุณภาพพิเศษต่างกัน

สาเกมีแอลกอฮอล์สูงมากหากเทียบกับเครื่องดื่มที่ทำจากการหมักเหมือนๆกัน คือมีแอลกอฮอล์14-16 ดีกรีมีรสหวานเล็กน้อยเมื่อเริ่มดื่ม ปกติสาเกจะนิยมดื่มโดยอุ่นให้ร้อนปานกลาง เพื่อให้กลิ่นจางลงการอุ่นจะนำขวดใส่สาเกลงแช่ในอ่างน้ำร้อนประมาณ 37องศา ถึง 38องศา เป็นการเสิร์ฟแบบญี่ปุ่นจะแบ่งใส่ในขวดเซรามิคเล็กๆที่เรียกว่า Tokkuri แล้วรินใส่ถ้วยเล็กๆ ที่เรียกว่า Sakazuki ขนาดถ้วยประมาณ 1 ออนซ์ และดื่มจากถ้วยเล็กๆนี้…