ไวน์ขาว
ประวัติไวน์

ไวน์ขาว เป็นไวน์ที่หมักโดยไม่ต้องสัมผัสกับผิวหนัง สีสามารถเป็นฟางสีเหลืองสีเหลืองสีเขียวหรือสีเหลืองทอง

ไวน์ขาว  เป็นการหมักนั้นก็ใช้ทฤษฎีเดียวกันกับไวน์แดง

ไวน์ขาว เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้มีการผลิตมาจาก องุ่นสีเขียว หรืออาจจะใช้องุ่นสีอื่นก็ได้ แต่ในขั้นตอนการหมักนั้นจะต้องใช้เพียงน้ำองุ่นเท่านั้น ต้องไม่มีส่วนประกอบอื่นไม่ว่าจะเป็นเมล็ด เปลือก หรือสิ่ง อื่นใดเข้าไปในการผลิต เพื่อให้น้ำไวน์มีความใส และมีสีขาว ซึ่งเป็นการหมักนั้นก็ใช้ทฤษฎีเดียวกันกับไวน์แดง คือว่าใช้ยีสต์ทำปฏิกิริยากับน้ำตาลจากน้ำองุ่น เมื่อได้เวลาแล้วก็จะเกิด

แอลกอฮอล์ขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งขั้นตอนการผลิตนั้นก็ทำเช่นเดียวกับไวน์แดงทุกประการ เพียงแต่วัตถุดิบที่เป็นน้ำองุ่นนั้นไวน์ขาวใช้น้ำองุ่นเพียวๆ
ความแตกต่าง ไวน์ขาว กับไวน์แดง

ที่ความแตกต่างในระหว่าง ไวน์ขาว กับไวน์แดงนั้น ที่จะเห็นได้ชัดอยู่แล้วคือสีของไวน์ แต่ภายในเนื้อไวน์จริงๆนั้นไวน์แดงจะมีส่วนผสมของเปลือกเนื้อองุ่นอยู่จำนวนมาก รวมไปจนถึงรสชาติมวลรวมจริงๆขององุ่น ไม่ใช่รสชาติเพียงน้ำองุ่นเท่านั้น ถ้าหากจะถามว่าความกลมกล่อมนั้นไวน์แดงจะมีกลิ่นที่สื่อถึงพันธุ์องุ่นได้อย่างมากมาย เพื่อที่จะได้มีส่วนผสมขององุ่นทั้งลูก

ส่วนไวน์ขาวนั้นจะมีส่วนที่เป็นเฉพาะน้ำองุ่นเท่านั้น ดังนั้นจึงได้มีรสชาติที่ค่อนข้างจะหวานกว่าไวน์แดง และยังมีกลิ่นที่น้อยกว่าเพราะไม่มีการนำเอาเปลือกหรือเมล็ดไปหมักรวมอยู่ด้วย และถ้าหากนำไปหมักต่อด้วยวิธีพิเศษ ก็สามารถทำให้เกิดฟองขึ้นได้ หรือที่นักดื่มทั้งหลายรู้จักกันในนาม แชมเปญ…

Hoegaarden
ประวัติเบียร์

Hoegaarden การผลิตเบียร์ในยุคนั้นผูกกับวัฒนธรรมการดื่มชั้นสูง

Hoegaarden  สูตรดั้งเดิมที่มีส่วนผสมของน้ำแร่ธรรมชาติ

ถ้าหากต้องพูดถึงวีทเบียร์ (Wheat Beer) หรือเบียร์ที่ผลิตจากข้าวสาลี สำหรับหลายๆคนย่อมนึกถึง ฮูการ์เด้น เป็นชื่อแรกๆ อย่างแน่นอน เพราะนี่คือเบลเยี่ยมวีทเบียร์ที่ไม่ได้มีดีแค่ชื่อเสียง ถ้าหากแต่ยังมียอดขายสูงที่สุดในโลกอีกด้วย

แต่คำถามที่น่าสนใจคือ กว่าจะมาเป็น ฮูการ์เด้น ที่ทุกคนรู้จักกันดี ณ วันนี้ ถ้าหากให้ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของ Hoegaarden เอาเข้าจริงแล้ว มีที่มาที่ไป ได้มีประวัติเบื้องลึกและเบื้องหลัง รวมไปจนถึงความลับอะไรบ้างที่น่ารู้

Brand Inside จึงขอชวนผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับ ฮูการ์เด้นให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นผ่านบทความนี้
ถ้าหากจะทำความเข้าใจการผลิตเบียร์ในอดีตเมื่อ 400-500 ปีที่ผ่านมา ต้องเข้าใจก่อนว่า บริบทของการผลิตเบียร์ในยุคนั้นผูกกับวัฒนธรรมการดื่มชั้นสูง โดยที่ผู้ผลิตในยุคแรกคือนักบวชที่จะทำเบียร์หลังเสร็จกิจทางศาสนา

จากกรณีของ ฮูการ์เด้น หากถ้าได้มีการย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นของการผลิตคือปีค.ศ. 1445 หรือประมาณ 575 ปีที่ผ่านมา ด้วยฝีมือของนักบวชในหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีเรียกชื่อว่า ฮูการ์เด้น ที่ผลิตเบียร์จากข้าวสาลีด้วยการหมักบ่มจาก 4 ในส่วนผสมหลัก ได้แก่ ข้าวสาลี น้ำแร่ธรรมชาติ ฮ๊อป และ ยีสต์

แต่ความคิดสร้างสรรค์ของนักบวชในหมู่บ้าน ฮูการ์เด้น ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เนื่องจากนี้จะได้มีความพยายามไปเสาะหาเอาเครื่องเทศถึง 2 ชนิดจากซีกโลกฝั่งตะวันออกอย่าง เปลือกส้มเคียวราเซา Curacao และเมล็ดผักชีชั้นเลิศไปผสมผสานกับ 4 วัตถุดิบหลัก แล้วถึงได้มีการนำมาผ่านกระบวนการหมักบ่ม ถึง 2 ครั้ง และไม่ผ่านการกรอง ก่อนที่จะบรรจุใส่ภาชนะ

ทั้งหมดนี้กลายมาเป็นวีทเบียร์ ฮูการ์เด้นเป็นสูตรต้นตำหรับอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

จากนั้นต่อมา หมู่บ้าน ฮูการ์เด้น ในเบลเยียมจึงได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งการผลิตเบียร์ที่สำคัญ” โดยในช่วงศตวรรษที่ 19 มีโรงงานหมักเบียร์มากถึง 13 โรง และโรงกลั่นอีก 9 โรง แต่ได้ถูกทยอยปิดตัวลง ให้หลัง 10 ปี หลังจากที่โรงเบียร์ใน Hoegaarden Village ปิดตัวลง ปี 1965 นาย Pierre Celis (ปิแอร์ เซลิส) คนส่งนมที่เติบโตมาในย่านโรงหมักเบียร์ในหมู่บ้าน ที่ได้มีการนำวีทเบียร์ เป็นสูตรดั้งเดิมที่ได้มีส่วนผสมของน้ำแร่ธรรมชาติ ยีสต์ ข้าวสาลี ฮ็อป เมล็ดผักชี และเปลือกส้มเคียวราเซา (Curaçao) กลับมาผลิตใหม่อีกครั้งและได้รับความนิยมอย่างสูง

ในตำนานวีทเบียร์สูตรดั้งเดิมของนาย ปิแอร์ เซลิส ที่มีแหล่งกำเนิดมาจาก ฮูการ์เด้นVillage ได้กลายมาเป็นวีทเบียร์หรือเบียร์ขาวภายใต้แบรนด์ ฮูการ์เด้น ที่เป็นที่โปรดปรานของคนทั่วโลกในปัจจุบัน…

ไวน์องุ่น
ประวัติไวน์

ไวน์องุ่น เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำจากองุ่นหรือผลไม้อื่นหมัก สมดุลเคมีธรรมชาติ

ไวน์องุ่น    เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำจากองุ่นหรือผลไม้อื่นหมัก

ไวน์ได้มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกที่ได้มีการพบว่า “ยีสต์” หรือ เชื้อราขนาดเล็ก เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ โดยที่ได้มีอาศัยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน เป็นการหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ นอกจากนี้อาจจะได้มีการเติมยีสต์เข้าไปอีก เพื่อช่วยในกระบวนการหมัก ไวน์แดงทำมาจากองุ่นแดง ที่หมักเชื้ออุณหภูมินานประมาณ 2 สัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิ 21-29 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวทำมาจากองุ่นเขียวขาว หมักเชื้อที่อุณหภูมิ 10-15 เซลเซียส นานประมาณ 3-6 สัปดาห์

จากขั้นตอนคร่าวๆที่ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ เพื่อที่จะได้มีการสกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงได้มีการนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากนี้จะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย
ในยุคอียิปต์โบราณ ในการเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วมีแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อในทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยที่คนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้…

ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม ไวน์ เป็นวิธีตามธรรมชาติ ที่มีอยู่กรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม ไวน์ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม ไวน์

ไวน์มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกพบว่า “ยีสต์” หรือ เชื้อราขนาดเล็ก เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ โดยอาศัยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน การหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ นอกจากนี้อาจเติมยีสต์เข้าไปอีก เพื่อช่วยกระบวนการหมัก ไวน์แดงทำมาจากองุ่นแดง ที่หมักเชื้ออุณหภูมินานประมาณ 2 สัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิ 21-29 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวทำมาจากองุ่นเขียวขาว หมักเชื้อที่อุณหภูมิ 10-15 เซลเซียส นานประมาณ 3-6 สัปดาห์

ขั้นตอนคร่าวๆที่ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ สกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากจะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย
ในยุคอียิปต์โบราณ การเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยคนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้…

ไวน์เป็นแอลกอฮอล์
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

ไวน์เป็นแอลกอฮอล์ และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์เพื่อช่วยกระบวนการหมัก ไวน์แดง

ไวน์เป็นแอลกอฮอล์  เป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม

ไวน์เป็นแอลกอฮอล์

ไวน์มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกพบว่า “ยีสต์” หรือ เชื้อราขนาดเล็ก เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ โดยอาศัยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน การหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ นอกจากนี้อาจเติมยีสต์เข้าไปอีก เพื่อช่วยกระบวนการหมัก ไวน์แดงทำมาจากองุ่นแดง ที่หมักเชื้ออุณหภูมินานประมาณ 2 สัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิ 21-29 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวทำมาจากองุ่นเขียวขาว หมักเชื้อที่อุณหภูมิ 10-15 เซลเซียส นานประมาณ 3-6 สัปดาห์

ขั้นตอนคร่าวๆที่ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ สกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากจะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย
ในยุคอียิปต์โบราณ การเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยคนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้…

จุดเริ่มต้องของนักดื่ม ไวน์
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

จุดเริ่มต้องของนักดื่ม ไวน์ ที่ต้องควรรู้ นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์

จุดเริ่มต้องของนักดื่ม ไวน์ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์

จุดเริ่มต้องของนักดื่ม ไวน์

ไวน์มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกพบว่า “ยีสต์” หรือ เชื้อราขนาดเล็ก เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ โดยอาศัยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน การหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ นอกจากนี้อาจเติมยีสต์เข้าไปอีก เพื่อช่วยกระบวนการหมัก ไวน์แดงทำมาจากองุ่นแดง ที่หมักเชื้ออุณหภูมินานประมาณ 2 สัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิ 21-29 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวทำมาจากองุ่นเขียวขาว หมักเชื้อที่อุณหภูมิ 10-15 เซลเซียส นานประมาณ 3-6 สัปดาห์

ขั้นตอนคร่าวๆที่ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ สกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากจะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย
ในยุคอียิปต์โบราณ การเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยคนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้…

ไวน์
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

ไวน์ เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้ให้เป็นแอลกอฮอล์

ไวน์ การหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ

ไวน์

ไวน์มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกพบว่า “ยีสต์” หรือ เชื้อราขนาดเล็ก

เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ โดยอาศัยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน การหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ นอกจากนี้อาจเติมยีสต์เข้าไปอีก เพื่อช่วยกระบวนการหมัก ไวน์แดงทำมาจากองุ่นแดง ที่หมักเชื้ออุณหภูมินานประมาณ 2 สัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิ 21-29 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวทำมาจากองุ่นเขียวขาว หมักเชื้อที่อุณหภูมิ 10-15 เซลเซียส นานประมาณ 3-6 สัปดาห์ ขั้นตอนคร่าวๆที่ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ สกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากจะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย ในยุคอียิปต์โบราณ การเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยคนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้…

ไวน์ จุดเริ่มต้นของนักดื่มที่ต้องควรรู้
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

ไวน์ จุดเริ่มต้นของนักดื่มที่ต้องควรรู้ เป็นแอลกอฮอล์ที่ทำจากผลไม้ที่ค่อนข้างซับซ้อน

ไวน์ จุดเริ่มต้นของนักดื่มที่ต้องควรรู้ ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ สกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่น

ไวน์ จุดเริ่มต้นของนักดื่มที่ต้องควรรู้

ไวน์มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกพบว่า “ยีสต์” หรือ เชื้อราขนาดเล็ก เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ โดยอาศัยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน การหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ นอกจากนี้อาจเติมยีสต์เข้าไปอีก เพื่อช่วยกระบวนการหมัก ไวน์แดงทำมาจากองุ่นแดง ที่หมักเชื้ออุณหภูมินานประมาณ 2 สัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิ 21-29 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวทำมาจากองุ่นเขียวขาว หมักเชื้อที่อุณหภูมิ 10-15 เซลเซียส นานประมาณ 3-6 สัปดาห์ ขั้นตอนคร่าวๆที่ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ สกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากจะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย ในยุคอียิปต์โบราณ การเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยคนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้…

จุดเริ่มต้นของนักดื่มไวน์ที่มีมาตั้งแต่นาน
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

จุดเริ่มต้นของนักดื่มไวน์ที่มีมาตั้งแต่นาน รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากจะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย

จุดเริ่มต้นของนักดื่มไวน์ที่มีมาตั้งแต่นาน เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง 

จุดเริ่มต้นของนักดื่มไวน์ที่มีมาตั้งแต่นาน

ไวน์มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกพบว่า “ยีสต์” หรือ เชื้อราขนาดเล็ก เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ โดยอาศัยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน การหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ นอกจากนี้อาจเติมยีสต์เข้าไปอีก เพื่อช่วยกระบวนการหมัก ไวน์แดงทำมาจากองุ่นแดง ที่หมักเชื้ออุณหภูมินานประมาณ 2 สัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิ 21-29 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวทำมาจากองุ่นเขียวขาว หมักเชื้อที่อุณหภูมิ 10-15 เซลเซียส นานประมาณ 3-6 สัปดาห์

ขั้นตอนคร่าวๆที่ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ สกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากจะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย
ในยุคอียิปต์โบราณ การเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยคนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้…

จุดเริ่มต้อนของนักดื่มไวน์
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

จุดเริ่มต้อนของนักดื่มไวน์ ที่หลายๆ คนก็คงจะพอเข้าใจได้ว่านี่คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่ค่อนข้างจะมีระดับ

จุดเริ่มต้อนของนักดื่มไวน์ เป็นเอกลักษณ์และวีการดื่มนั้นก็มีความคลาสสิคที่เป็นส่วนตัวสุดๆ

จุดเริ่มต้อนของนักดื่มไวน์

หากมองภาพโดยพื้นฐานเมื่อพูดถึงคำว่า “ไวน์” หลายๆ คนก็คงจะพอเข้าใจได้ว่านี่คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่ค่อนข้างจะมีระดับ โดยมีส่วนผสมหลักมาจากการบ่มเพาะองุ่นและการดื่มก็มักจะต้องดื่มกับแก้วทรงที่เป็นเอกลักษณ์และวีการดื่มนั้นก็มีความคลาสสิคที่เป็นส่วนตัวสุดๆ เรียกได้ว่าดูโดดเด่น ดูหรู ดูแพง กว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วๆ ไปเยอะ ทว่าหากพูดกันถึงประวัติความเป็นมาของไวน์แล้วก็คงจะแบ่งออกได้มากมาย เพราะแต่ละประวัติเองก็มีส่วนที่ทำให้เชื่อได้ว่ามีไวน์เกิดขึ้นจริงบนโลกในช่วงเวลาใด
สำหรับประวัติแรกเชื่อว่า ไวน์นั้นถูกก่อกำเนิดในช่วงศตวรรษที่ 19 หลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ยีสต์คือตัวที่ทำการเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์แต่จะต้องอาศัยปฏิกิริยาบางอย่างที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน การที่นำเอาองุ่นมากใช้เวลาในการหมักเพื่อให้เกิดเป็นไวน์จัดว่าเป็นวิธีการที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น โดยยีสต์ที่มีอยู่ทั่วๆ ไปจะเปลี่ยนความหวานขององุ่นให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ และฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ให้ทำการเติมยีสต์เข้าไปเป็นการเร่งกระบวนการในการหมัก

ประวัติศาสตร์ต่อมาเชื่อว่า มีการค้นพบโถโบราณอายุกว่า 1,000 ปี ภายในบรรจุเมล็ดองุ่นไรเอาไว้ในยุค 8,000 ปีก่อนคริสตกาล ที่ประเทศอิหร่าน บางประวัติก็เล่าว่า เคยค้นพบร่องรอยเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการหมักกับไวน์เหมือนช่วง 7,000 ปีก่อนคริสตกาลที่ประเทศจีนตอนเหนือ ในยุคของอียิปต์โบราณ การปลูกองุ่นเพื่อเอาไว้ผลิตไวน์นั้นถูกจัดระเบียบเอาไว้อย่างดีมาก นอกจากนี้ไวน์ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งพระโลหิตของพระเยซูด้วยตามความเชื่อของคริสต์ศาสนา

ส่วนอีกประวัติศาสตร์ก็ระบุเอาไว้ว่า ไวน์ นับว่าเป็นเครื่องดื่มชนิดแรกที่สามารถเกิดขึ้นเองได้จากการหมักของธรรมชาติ โดยเมื่อฝนตกน้าได้เกิดการชะล้างหน้าดินใต้ต้นองุ่นจนเกิดเป็นแอ่งน้ำ เมื่อองุ่นสุกได้เต็มที่ก็หล่นมาใส่แอ่งน้ำนั้น จึงเกิดการเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อมีคนสังเกตจึงได้ไปลองชิมดูและปรากฏว่าชอบมาก จึงได้ดื่มไปอย่างเต็มที่จนมารู้สึกตัวและได้เริ่มรู้สึกหวาดผวากับอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองและไม่เคยมายุ่งวุ่นวายกับแหล่งน้ำนี้อีก จากนั้นไวน์ก็ค่อยๆ เลือนหายไป จนมาในช่วง 1,500 ปีก่อนคริสตกาล ไวน์ก็ได้ถูกผลิตอีกครั้งจากความสามารถของมนุษย์เอง

อันที่จริงเครื่องดื่มอย่างไวน์นั้นเป็นเรื่องปกติว่าจะต้องมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งก็ขึ้นอยู่คนที่ทำการศึกษามาว่าจะเชื่อในประวัติศาสตร์ตรงไหนมากกว่า ทว่าอย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เรามีเครื่องดื่มแสนอร่อยได้ดื่มกันอย่างสบายใจ…