เชี่ยงชุน
ประวัติเหล้า

เชี่ยงชุน เหล้าขาวโบราณ

เชี่ยงชุน เป็นเหล้าขาวยอดนิยมกันมานานตั้งแต่โบราณกาล มีกลิ่นอันรุนแรงยวนใจได้ เป็นที่ชื่นชอบในกลุ่มนิสิตของมหาวิทยาลัยสุราลงกลอน แล้วก็คนทั่วๆไป เพราะเหตุว่าเป็นเหล้าขาวที่มีกลิ่นหอมสดชื่นมาก และก็รสกลมกล่อมละมุนละไม องค์ประกอบหลัก แอลกอฮอลล์ ,ของหมักดองทั้งหลาย กลิ่นเหมือนโคคา และโคล่า

การมาของเชี่ยงชุนในประเทศไทย ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน แต่ว่าคาดการณ์ได้ว่านำมาจากจีน ทางด้านการค้า…

เหล้ายิน
ประวัติเหล้า

เหล้ายิน ผสมกลิ่นรสชาติของสมุนไพร และผลจูนิเปอร์ เป็นที่นิยมกันมากในฮอลันดา

เหล้ายิน  เป็นสุราอีกชนิดหนึ่งที่ได้จากการกลั่นของการหมักของกากน้ำตาล

เป็นเหล้าสีขาว ที่มีกลิ่นหอมของผลจูนิเปอร์ ที่ทำมาจากการ กลั่นข้าวหรือ Grain และเป็นการผสมกลิ่นรสชาติของสมุนไพร และผลจูนิเปอร์ เป็นที่นิยมกันมากในฮอลันดา สมัยก่อนจึงได้มีชื่อเรียกจินว่า “Dutch Courage”และได้รับการเปลี่ยนชื่อให้เรียกสั้นๆว่า Gin

ยินเป็นสุราอีกชนิดหนึ่งที่ได้จากการกลั่นของการหมักของกากน้ำตาล, เมล็ดธัญญพืช (ซึ่งก็มี เมล็ดข้าวโพด, เมล็ดข้าวบาร์เล่ย์, เมล็ดข้าวไรย์ และเมล็ดข้าวอื่นๆ) ยินเป็นสุราขาว (ใสไม่มีสี) ที่ได้มีความลงตัวในระหว่างความ ดราย (Dry) หรือ ไม่หวาน และได้กลิ่นรสสดชื่นของผลจูนิเปอร์ สมุนไพรและเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งทำให้ยินแตกต่างจากสุราทั่วไป วึ่งในปัจจุบันผลิตกันในหลายๆประเทศ กลิ่นและรสชาติก็แตกต่างกันไปเพราะได้มีการเปลี่ยน แปลงทั้งวิธีการผลิตและในส่วนผสม ยินที่ผลิตจากประเทศฮอลันดา รสจะเข้มข้นมาก ที่นิยมดื่มโดยไม่ผสม แต่ควรแช่ให้เย็นจัดจินจากอังกฤษและอเมริกา นิยมดื่มเป็นเครื่องดื่มผสม ที่รู้จักกันแพร่หลายเช่น Gin Tonic ,Orange Blossom ,Tom Collins, Martini

ยินที่รู้จักกันดีในประเทศไทยเช่น Bombay, Sapphire, Beefeater, Gordon, Gilbey’s ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้คำว่า London Dry Gin

สำหรับประเทศไทย เหล้าที่ได้มีกลิ่นคล้ายเหล้ายินต่างประเทศ ที่ได้เกิดขึ้นรายแรกคือ อังเคิล ทอม จี (Uncle Tom-G) คุณสมบัติไม่แพ้ยิน อเมริกา หรือ อังกฤษ ข้อดีอีกข้อก็คือ ราคา ซึ่งเป็นจุดแข็ง ของสินค้าทำให้เหมาะสม ในการนำมาปรุงเป็นค็อกเทล…

บรั่นดี
ประวัติเหล้า

บรั่นดี คือเหล้าที่กลั่นจากผลไม้หมัก มักจะใช้องุ่นเป็นวัตถุดิบหลัก

บรั่นดี  ได้รับการเอ่ยขานยกย่องว่าเป็นยอดเหล้าของสุรากลั่นทั่งหมดเรียกว่าเลิศล้ำ

บรั่นดีคือเหล้าที่กลั่นจากผลไม้หมัก มักจะเป็นการใช้องุ่นเป็นวัตถุดิบหลัก (ไวน์คือผลจากการหมักองุ่น เมื่อได้มีการนำไวน์องุ่นมากลั่นต่อก็จะได้บรั่นดี) บรั่นดีที่ดีที่สุดในโลกก็คือคอนยัค (Cognac) ซึ่งผลิตที่เมือง Cognac ประเทศฝรั่งเศส

คอนยัคคือแอลกอฮอล์ที่กลั่นมาจากไวน์องุ่นและต้องใช้เวลาบ่มไว้ในถัง Oak อย่างน้อย 2-2 ½ ปีหลังการกลั่น ดังนั้นราคาของคอนยัคจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่บ่มไว้ในถัง

บรั่นดี ที่มี ขายตามท้องตลาดทั่วๆไป แบ่งเป็น 3 ประเภท
Domestic Brandy (บรั่นดีพื้นเมือง) คือบรั่นดีที่ผลิตจากองุ่นแล้วนำมากลั่นเป็นบรั่นดีอีกที เช่น
Regency Brandy , German Brandy
Premium Brandy (บรั่นดีเกรดสูง) เป็นบรั่นดีราคาแพงที่เก็บบ่มไว้ในถังไม้โอ๊กนานๆ โดยที่ได้มีการระบุคุณภาพเป็นอักษรย่อ หรือชื่อพิเศษ เช่น คอนยัค (Cognac) อาร์มายัค (Armagnac)

Fruit Brandy (บรั่นดีผลไม้) คือบรั่นดีที่ทำจากผลไม้อื่นๆที่ไม่ใช่ผลองุ่นซึ่งจะให้กลิ่นรสแตกต่างกันไป แบ่งเป็น 2 ชนิด
White Fruit Brandy (บรั่นดีผลไม้สีขาว) ผลิตจากการกลั่นผลไม้ โดยที่ไม่ต้องบ่มในถังไม้ จะได้กลิ่นหอม และรสของผลไม้นั้นๆนิยมแช่ให้เย็นแล้วดื่มโดยไม่ผสม หรือจะได้มีการนำไปผสมในค็อกเทลต่างๆก็ได้

Colour Fruit Brandy (บรั่นดีผลไม้ที่มีสี) ผลิตจากการกลั่นผลไม้ แล้วนำไปเก็บบ่มในถังไม้โอ๊ก ผลไม้ที่นำมากลั่นเช่น
แอปเปิ้ล เรียกว่า Apple Brandy,Calvados,”Apple Jack
เชอร์รี่ เรียกว่า Kirschwasser,Kirsch
พลัมเรียกว่า Slivovits,Prunelle,Quetsch
แพร์เรียกว่า Poire William
ราสเบอร์รี่เรียกว่า Flamboise

วิธีการดื่มคอนยัคที่ถูกต้องจะดื่มในแก้วบรั่นดี (Brandy Snifters) ที่ได้มีลักษณะคล้ายๆแก้วไวน์แต่สั้นและตันกว่า ที่มักจะดื่มคอนยัคกันตอนหลังอาหารและสามารถดื่มแบบเพียวๆหรือ on the rocks ก็ได้ บรั่นดียี่ห้อดังๆที่เราคุ้นเคยได้แก่ Hennessey, Remy Martin, Martell และ Courvoisier (อ่านว่า กวา –ว้อย – ซิ -เอ้) ถ้าเป็นของไทยก็ต้องนี่เลย รีเจนซี่บรั่นดีไทย…

สาเก
ประวัติเหล้า

สาเก เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของประเทศญี่ปุ่น ทำจากข้าวเหมือนกับการทำเบียร

สาเก  เป็นเครื่องดื่มประจำชาติของชาวญี่ปุ่นมานานหลายศตวรรษ

สาเก (Sake) เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของญี่ปุ่น ที่ทำมาจากข้าวเหมือนกับการทำเบียร แต่ไม่ใช่เบียรเพราะไม่มีสี และไม่มีแก๊สบรรจุอยู่ ไม่จัดอยู่ในกลุ่มไวน์เพราะได้มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า และก็ไม่ใช่สุรากลั่นเช่นกัน แต่เนื่องจากดูคล้ายไวน์หลายคนจึงได้มีชื่อเรียกว่า Japanese rice Wine

สาเกเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของชาวญี่ปุ่นมาอย่างนานหลายศตวรรษ จึงไม่ทราบแน่ชัดว่ามีต้นกำเนิดจากไหน หรือเมื่อไร แต่สันนิษฐานว่าชาวญี่ปุ่นรับเอาวิธีการหมักสุราด้วยข้าวมอลต์จากจีนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

ในยุคอาสึกะ (飛鳥時代 – Asuka jidai / ค.ศ.592 – 710) สาเกที่หมักจากข้าว, น้ำ และมอลต์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมมาก ในสมัยเฮอัน (平安時代 – Heian jidai / ค.ศ.794-1185) สาเกที่ได้มีการเริ่มถูกนำใช้ประกอบในพิธีทางศาสนา และผู้คนก็เริ่มดื่มสาเกกันบ่อยขึ้น ในช่วงแรกโรงผลิตเหล้าอยู่ในการดูแลของรัฐบาลเป็นเวลานาน แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 ตามวัดและศาลเจ้าก็เริ่มหมักเหล้ากันเอง และก็ได้กลายเป็นสถานที่หลักในการหมักสาเกเป็นระยะเวลานานถึง 500 ปี

คริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาวญี่ปุ่นในเกาะคิวชูรับเอาเทคนิคการกลั่นเหล้ามาจากริวกิว (โอกินาว่าในปัจจุบัน) เหล้าโชจูที่ชื่อ อิโมะสาเกที่ได้มีการเริ่มถูกส่งมาขายยังเกียวโต ที่ซึ่งปกตินำเข้าสุราและไวน์ต่างๆ จากประเทศจีน และในคริสต์ศตวรรษที่ 18 สาเกก็ได้กลายเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมสูงมากในญี่ปุ่น

จากการทำสาเกจะมีกรรมวิธีอันเป็นเอกลักษณ์พิเศษไม่เหมือนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ โดยที่ได้มีการเริ่มจากการทำความสะอาดข้าวด้วยน้ำและแช่ไว้นานประมาณ 12 ชั่วโมง แล้วจึงได้มีการนำไปนึ่งข้าว ที่นึ่งแล้วจะได้มีการนำไปผสมคลุกเคล้ากับยีสต์ ชนิดหนึ่งซึ่งจะผลิตเอนไซม์ที่เปลี่ยนแป้งจากข้าวเป็นน้ำตาล โดยใช้เวลานาน 35 ชั่วโมง เพื่อทำให้มีเอนไซม์มากขึ้น เรียกว่าโคจิ ( Koji ) เพื่อให้เกิดจากการหมักเพิ่มขึ้นผสมกับยีสต์เติบโตขึ้นอย่างช้าๆ โดยกินน้ำตาลจนเติบโตเต็มที่ใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์และเรียกว่า moto ที่ยีสต์เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จึงเป็นการเติมน้ำและข้าวนึ่งใหม่ๆลงไปเพื่อให้เกิดการเริ่มต้นประมาณ 3 สัปดาห์ เมื่อการหมักเสร็จสิ้นแล้ว ของเหลวที่ได้คือ สาเกจะถูกกรองออกมาทิ้งไว้ให้เย็น แล้วได้มีการนำเก็บไว้ในถัง เก็บบ่มระยะเวลาสั้นๆสุดท้ายจึงนำไปฆ่าเชื้อด้วยวิธีการพาสเจอไรซ์ก่อนการบรรจุขวด หรือ ถังสาเกจะมีระดับคุณภาพธรรมดา และคุณภาพพิเศษต่างกัน

สาเกมีแอลกอฮอล์สูงมากหากเทียบกับเครื่องดื่มที่ทำจากการหมักเหมือนๆกัน คือมีแอลกอฮอล์14-16 ดีกรีมีรสหวานเล็กน้อยเมื่อเริ่มดื่ม ปกติสาเกจะนิยมดื่มโดยอุ่นให้ร้อนปานกลาง เพื่อให้กลิ่นจางลงการอุ่นจะนำขวดใส่สาเกลงแช่ในอ่างน้ำร้อนประมาณ 37องศา ถึง 38องศา เป็นการเสิร์ฟแบบญี่ปุ่นจะแบ่งใส่ในขวดเซรามิคเล็กๆที่เรียกว่า Tokkuri แล้วรินใส่ถ้วยเล็กๆ ที่เรียกว่า Sakazuki ขนาดถ้วยประมาณ 1 ออนซ์ และดื่มจากถ้วยเล็กๆนี้…

Jameson Irish Whiskey
ประวัติเหล้า

Jameson Irish Whiskey เป็นวิสกี้อร่อยเป็นวิสกี้ไอริชที่ขายดีที่สุดในโลก ในปี 2562 ยอดขายต่อปีสูงถึง 8 ล้านราย

Jameson Irish Whiskey   การใช้เวลาสำหรับการหมักบ่มในถังไม้โอ้ค

เจมสันโดยรวมเป็นวิสกี้ที่มีความอร่อยที่ผมสนุกกับสิ่งที่มันเป็น มันไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกของฉันอย่างเป็นที่เรียบร้อย แต่อยู่บนโขดหินมันเป็นเรื่องดีและได้มีการผสมสุดยอดเยี่ยม ในความคิดของเจมสันเดิมเป็นเพียงเล็กน้อยในรสชาติเบากว่า Bushmills ป้ายขาวและ smidgen ไม่สมดุลกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ข้าวแสดงขึ้นเล็กน้อยมากเกินไปในจมูกและปากที่จะเป็นนักดื่มทุกวันสำหรับฉัน ยังคงเป็นสิ่งที่ดีและผมมีความสุขที่จะเห็นผู้คนจำนวนมาก “การค้นพบ” ไอริชวิสกี้เพราะมัน

ถ้าหากคุณมี Jameson ไอริชวิสกี้ที่ได้มีการเพิ่มบันทึกของคุณเองหรือความคิดในความคิดเห็นด้านล่าง
Jameson ไอริชวิสกี้รีวิว
ABV: 40%
ราคา: $ 24
Distiller: จอห์นเจมสัน & Son / Distillers Limited ไอริช @ มิดเดิลตัน
สี
ทองซีด
กลิ่น
โชยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ข้าวเป็นสิ่งแรกที่ตรงกับจมูกตามด้วยน้ำผึ้งลูกแพร์และชัดเจนอย่างมากกว่าผลไม้สวนผลไม้สุก บิตของมอลต์และส้ม A ของเราจะเดินไปรอบ ๆ ในนั้นมีคุณภาพที่เต็มไปด้วยฝุ่นแปลกทำงานตลอด

TASTE
ไฟและเครื่องดื่มชิมสะอาดที่ได้มีการเริ่มออกไปกับมอลต์, วานิลลาและภายใต้ส้มสุก รวมอยู่ในแพคเกจรสนี้คือในบางส่วนบันทึกหญ้าโกโก้และผลไม้ที่ไม่ชัดเจนที่ขอบบนกล้วยกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้คำสั่งที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านหลังที่มีเพียงสัมผัสของคาราเมลเลื่อนไปรอบ ๆ…

ชีวาส รีกัล
ประวัติเหล้า

ตระกูล ชีวาส รีกัล และได้คิดค้นและปรุงสก็อตวิสกี้จนมีรสชาติเป็นที่ยอมรับ

ชีวาส รีกัล  เป็นวิสกี้ที่แตกต่างจากสก็อตวิสกี้ทั่วไป ด้วยการใช้ผู้เชี่ยวชาญในการปรุงวิสกี้

ชีวาส รีกัล สก็อตช์วิสกี้ชั้นที่ได้มีการนำระดับโลกโดยบริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด สุรนาถ ดวงก้งแสน เป็นผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์และสื่อดิจิตอล ชีวาส รีกัล (Chivas Regal) บริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด จัดเวิร์คช็อป “Chivas The Blend” ที่ชวนต้องลองอยากให้สัมผัสประสบการณ์ในการเบลนด์วิสกี้ในแบบฉบับของตัวคุณเอง

โดยที่สามารถรังสรรค์ให้ได้รสชาติอย่างที่คุณต้องการ ซึ่งจะได้มีเพียงขวดเดียวในโลก โดยทางชีวาสได้มีการนำวิสกี้แบบซิงเกิ้ลมอลต์ (Single malt whisky) ชั้นเลิศจาก 5 ภูมิภาคของประเทศสก็อตแลนด์เพื่อมาให้ทดลองในการผสมผสานเพื่อให้เกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยที่งานจัดขึ้นที่ Manhattan Bar โรงแรม JW Marriott Bangkok ที่ผ่านมา

ศาสตร์และศิลป์การเบลนด์สก็อตช์วิสกี้ของชีวาสที่คงไว้มีซึ่งความเป็นเลิศและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะลืมเลือน โดยที่ได้มีการเริ่มต้นจากสองพี่น้องตระกูลชีวาส เจมส์ และจอห์น ในการใช้ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ในการเข้าใจ ในการเข้าถึงกลิ่นและรสอันหลากหลายในสก็อตช์วิสกี้

เพื่อควบคุมส่วนผสมและผสานรสชาติให้เข้ากันจนเกิดเป็นความสมดุลของสุนทรียรส โดยที่ได้มีการนำซิงเกิ้ลมอลต์ชั้นเลิศที่ผ่านการหมักบ่มมาอย่างดี คิดค้นและเป็นการปรุงสก็อตช์วิสกี้จนเกิดรสชาตินุ่มนวล กลิ่นหอม ที่มีความโดดเด่น ที่น่าหลงใหลจนไปทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งผ่านกรรมวิธีอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ทำให้ได้วิสกี้ที่แตกต่างจากสก็อตช์วิสกี้ทั่วไป

ภายในงานต้อนรับด้วยค็อกเทลซิกเนเจอร์ของชีวาส รีกัลโดยใช้ชีวาส เอ็กซ์ตร้า ที่ได้มีกลิ่นหอมชวนหลงใหลและน่าค้นหา เดอะ พั้นซ์ (The Punch) รสชาติเปรี้ยวอมหวาน และ โอลด์ แฟชั่น (Old Fashioned) ต้นตำรับค็อกเทลสไตล์เข้ม

ก่อนที่จะได้มีการเริ่มด้วยการบอกเล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเจมส์ และจอห์น พี่น้องตระกูลชีวาสผู้นำศาสตร์แห่งการผสมสก็อตช์วิสกี้ ต่อด้วยการให้ความรู้ระดับพื้นฐานเกี่ยวกับ สก็อตช์วิสกี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องคุณภาพและศาสตร์แห่งการทำวิสกี้

การทำวิสกี้นั้นจะประกอบไปด้วย ข้าวบาร์เล่ย์ น้ำธรรมชาติ และยีสต์ โดยชีวาสจะใช้ข้าวบาร์เล่ย์จากพื้นที่เดิมที่เคยใช้มาตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อที่จะได้มีการนำมาบดและสีจนได้เป็นมอลต์ ที่ถัดมาจนจึงได้มีการนำมอลต์มาผสมกับน้ำ ที่เติมยีสต์เข้าไปเพื่อทำการหมัก หลังจากผ่านไปสองวันยีสต์จะเปลี่ยนเป็นวอร์ช (Wash) ของเหลวคล้ายเบียร์ ซึ่งในขั้นตอนต่อไปที่ได้มีการนำมากลั่นในหม้อทองแดง

ซึ่งในรูปร่างของหม้อกลั่นจะได้มีผลต่อรสชาติ เพราะหม้อกลั่นจะมีฤทธิ์ในการดูดซับสิ่งปนเปื้อนที่ไม่ต้องการออกไป ในสิ่งที่ออกมาจากหม้อกลั่นก็จะเป็นเหมือนน้ำใสๆ ที่สามารถเรียกว่า White Spirits ในส่วนขั้นตอนสุดท้ายคือขั้นตอนที่ยาวนานที่สุด ก็คือเป็นการนำไปบ่มในถังไม้โอ๊ค วิสกี้จะทำหน้าที่ดูดซึมซับสี คาแร็คเตอร์ รวมไปจนถึงรสชาติ ออกจากไม้โอ๊คจนได้วิสกี้ที่ได้คุณภาพในที่สุด ซึ่งแต่ละถังของวิสกี้จะให้รสชาติที่แตกต่างกันออกไป โดยที่จะต้องบ่มไว้ไม่ต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งตั้งแต่ที่ได้มีการเริ่มกระบวนการจนจบทุกขั้นตอนการผลิตจะทำที่ประเทศสก็อตแลนด์เท่านั้น

ในการเบลนด์สก็อตช์วิสกี้ คือการนำซิงเกิ้ลมอลต์จากหลายๆ ที่ได้มาผสมผสานกัน มอลต์จะให้รสชาติที่มีการแตกต่างกัน ในส่วนเกรนวิสกี้ที่ต้องทำจากธัญพืชต่างๆ จะให้ความสมดุล ได้รสชาติที่ดี นุ่มและเบาบาง การเบลนด์ สก็อตช์วิสกี้ต้องใช้ทักษะและศิลปะขั้นสูงในการทำเครื่องดื่ม โดยในทางชีวาสใช้ซิงเกิ้ลมอลต์ 5 ชนิดจาก 5 ภูมิภาคของประเทศสก็อตแลนด์ ที่ได้มาผสมผสานรังสรรค์ให้ได้วิสกี้ที่สมบูรณ์แบบ และก่อนที่จะได้มีการทดลองการเบลนด์นั้นทางชีวาสได้มีการจัดเตรียม Chivas Regal 12 และ Chivas Regal Extra ให้ได้ลิ้มลองและได้มีการสัมผัสรสชาติ ต่อมาขั้นตอนของการเบลนด์สก็อตช์วิสกี้ จะเป็นการเริ่มโดยการชิมซิงเกิ้ลมอลต์แต่ละชนิด เพื่อที่ดื่มด่ำและเข้าถึงความซับซ้อน ก่อนที่จะได้มีการนำมาผสมกันตามสไตล์ของตัวเอง โดยการใช้หลอดแก้วปิเปตต์ (Glass Pipette) ดูดซิงเกิ้ลมอลต์แต่ละชนิดแล้วหยดลงในแก้วบีกเกอร์ (Glass Beaker) จากนั้นใช้ไม้คน (Stirrer) ให้เข้ากัน ซึ่งสามารถผสมผสานกันได้โดยไร้กฎเกณฑ์ใดๆ จนกว่าจะได้รสชาติที่กลมกล่อมที่สุดของวิสกี้ในแบบฉบับของคุณเอง ทั้งนี้ ทางชีวาสได้มอบวิสกี้ที่แต่ละท่านเบลนด์เองให้เป็นของที่ระลึกอีกด้วย…

เมอริเดียน
ประวัติเหล้า

เมอริเดียน เสริมทัพบุกตลาดพรีเมี่ยม มั่นใจชูจุดเด่นภาพลักษณ์ทันสมัย ดีไซน์สวยหรู

เมอริเดียน  หอมนาน มุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟสไตล์ชื่นชอบความแตกต่าง

ไทยเบฟ ที่ได้มีการขยายอาณาจักรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยที่ได้มีการเปิดตัวบรั่นดี “เมอริเดียน” ที่ได้มีการเสริมทัพบุกตลาดพรีเมี่ยม มั่นใจชูจุดเด่นภาพลักษณ์ทันสมัย ที่ได้มีการดีไซน์สวยหรู และได้มีการคัดวัตถุดิบคุณภาพ รสชาตินุ่มนวล หอมนาน ที่ได้มุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟสไตล์ชื่นชอบความแตกต่าง ที่ได้มีการเปิดเผยกลยุทธ์เชิงรุกบุกตลาดทุกช่องทาง ของหนุนที่ได้มีการจัดกิจกรรมเข้าถึงตัวผู้บริโภค เพื่อเป็นการย้ำจุดแข็งช่องทางจำหน่ายเดินหน้ากระจายสินค้าทั่วประเทศ

นายวิโรจน์ จันทรโมลี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ที่ได้มีการเปิดเผยว่า แนวทางการที่ได้มีการทำตลาดในปีนี้ ยังคงให้ความสำคัญในเรื่องของกลยุทธ์พรีเมี่ยม ไมเซชั่น (Premiumization) หรือเป็นการการสร้างภาพลักษณ์สินค้าให้มีความทันสมัย โดยที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นชัดเจน ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม โดยเมื่อล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มบรั่นดี ภายใต้แบรนด์ “เมอริเดียน” (MERIDIAN) โดยที่ได้มีการออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายเข้าสู่ตลาดสินค้าในกลุ่มบรั่นดี และได้มีการผลักดันให้ไทยเบฟก้าวขึ้นมาเป็นผู้ที่ได้มีการนำตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีความแข็งแกร่งและมีสินค้าครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งในกลุ่มสุราสี กลุ่มสุราขาว กลุ่มสุราสมุนไพร และกลุ่มบรั่นดี

โดยที่มีความโดนเด่นของบรั่นดีเมอริเดียนอยู่ตรงที่ความเป็นบรั่นดีเกรด V.S.O.P (Very Special Old Pale) คัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติ ทั้งองุ่นและผลไม้ชนิดอื่นมาหมัก กลั่น แล้วนำไปบ่มในถังไม้โอ้คนานกว่า 4 ปี เพื่อให้ได้รสชาติกลมกล่อมและปริมาณแอลกอฮอลล์ 38 ดีกรี นอกจากนี้ ยังได้มีการสร้างความแตกต่างด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ได้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พิถีพิถันกับทุกรายละเอียด โดยที่ได้มีการแบ่งออกเป็นขนาด 700 มิลลิลิตร บรรจุอยู่ในขวดแก้วใส รูปทรงทันสมัย ฝาปิดทรงเพชรพร้อมจุกกันปลอม กล่องพิมพ์ลายสีทอง ที่ได้ทำจากวัสดุอย่างดี ส่วนขนาด 350 มิลลิลิตร ด้านหลังขวดโค้งเว้าเป็นพิเศษ ฝาปิดทำจากโลหะเคลือบสีดำพิมพ์ลายทองสวยงาม เหมาะกับกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่

นายวิโรจน์ โดยที่ได้มีการกล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดบรั่นดีถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ยังคงได้มีศักยภาพและโอกาสทางการตลาดค่อนข้างสูง โดยในปีที่ผ่านมามีมูลค่าตลาดรวมถึง 9,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1. 7 ล้านลังต่อปี คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 5-10% ซึ่งในขณะที่คู่แข่งขันยังมีน้อยราย ทำให้ไทยเบฟฯ มั่นใจที่จะลงไปช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดดังกล่าว โดยวางตำแหน่งสินค้าให้อยู่ในกลุ่มบรั่นดีระดับพรีเมี่ยมเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ อายุระหว่าง 25 – 35 ปี ซึ่งส่วนใหญ่มี ไลฟ์สไตล์ชื่นชอบสินค้าที่มีเอกลักษณ์ทันสมัยแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ในตลาด

สำหรับกลยุทธ์ในทางการตลาดจะได้มีการเน้นกิจกรรมที่เจาะเข้าถึงตัวผู้บริโภคโดยตรง ผ่านรูปแบบการออกโรดโชว์แนะนำสินค้าและได้เป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับร้านอาหารชื่อดังกว่า 220 ร้านใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการสื่อสารผ่านทุกช่องทางหลัก อาทิ ภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ เคเบิลทีวี หนังสือพิมพ์ และสื่อกลางแจ้งต่างๆ ภายใต้งบประมาณ 100 ล้านบาท ประกอบกับการใช้ช่องทางกระจายสินค้าที่มีความแข็งแกร่งของไทยเบฟซึ่งมีศักยภาพในการกระจายสินค้าได้รวดเร็วและครอบคลุมทั่วประเทศ จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเป็นการช่วยผลักดันให้บรั่นดีเมอริเดียนประสบความสำเร็จและสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในปีแรกได้ประมาณ 10 %

“เมอริเดียนเป็นบรั่นดีเกรดพรีเมี่ยมที่ผ่านขั้นตอนการวิจัยและได้มีการพัฒนาสินค้าจนได้รสชาติกลมกล่อม นุ่มนวล หอมนาน ถูกใจผู้บริโภค โดยเริ่มทดลองวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อและโมเดิร์นเทรดเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วและก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์นี้ก็จะมีสินค้าออกวางจำหน่ายครบทุกช่องทางทั่วประเทศพร้อมกันทั้ง 2 ขนาด และคาดว่าในปี 2554 ที่จะได้มีการขยายความร่วมมือจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายกับร้านอาหารเพิ่มอีก 20 จังหวัด เพื่อเป็นการผลักดันเป้าหมายการเติบโตซึ่งตั้งไว้ปีละประมาณ 10%” นายวิโรจน์ โดยที่ได้มีการกล่าว…

BLEND 285 Signature
ประวัติเหล้า

ประวัติความเป็นมา BLEND 285 Signature เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดของตนเอง รวมถึงรักษาความเป็นผู้นำตลาดสุราสีไว้อย่างต่อเนื่อง

ประวัติความเป็นมา BLEND 285 Signature แบรนด์สุราระดับพรีเมี่ยมที่ผสมผสานดีไซน์และรสชาติอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ประวัติความเป็นมา BLEND 285 Signature

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ประกาศศักยภาพเจ้าตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทยแจ้งเกิด “Blend 285 Signature” อีกทางเลือกของสุราระดับพรีเมี่ยมบุกเซกเมนท์หนุ่มทำงานที่ต้องการใช้ชีวิตในแบบที่ดูดี ซึ่งเป็นสุราสีในกลุ่มสก๊อตวิสกี้ ของ “ค่ายไทยเบฟฯ” ที่ถูกส่งเข้ามาทำตลาด ต้องเดินหน้าเพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดของตนเอง รวมถึงรักษาความเป็นผู้นำตลาดสุราสีไว้อย่างต่อเนื่อง หลังจากในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ได้ทำการเปลี่ยนโฉม Packaging ใหม่

Blend 285 Signature คือ แบรนด์สุราระดับพรีเมี่ยมที่ผสมผสานดีไซน์และรสชาติอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เก็บบ่มน้ำสุราในถัง White Oak จากป่า White Oak ทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกา โดยใช้กลยุทธ์สำคัญการตลาดเชิงประสบการณ์ (Experiential Marketing) ที่มุ่งเน้นให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ที่ดีร่วมกับแบรนด์ในแง่มุมต่างๆ เพื่อให้เกิดความรู้สึกและการจดจำที่ดีต่อแบรนด์ ผ่านการเข้าร่วมเป็น Partner งานอีเวนต์สำคัญระดับประเทศ นอกเหนือจากความได้เปรียบคู่แข่ง ทั้งด้านราคาที่สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่ต่ำกว่า 300 บาท เนื่องจากมีฐานการผลิตภายในประเทศไทย เพื่อให้ได้กลิ่นหอมละมุน, รสชาตินุ่มลิ้นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ Blend 285 Signature พร้อมดีไซน์ที่หรูหราของฉลากและบรรจุภัณฑ์ สร้างความเหนือระดับใน ทุกมุมมองเหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ชอบสังสรรค์อย่างมีสไตล์ สร้างภาพลักษณ์ที่ดูดีโดดเด่น และเสน่ห์เฉพาะตัวตลอดช่วงเวลาแห่งความสุขที่ลงตัว (Your own signature)ด้วยการพัฒนารสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและโดนใจผู้บริโภคด้วยสัมผัสแรกจากการดื่ม Blend 285 Signature คือกลิ่นดินพีท (Peaty) ตามด้วยกลิ่นหวานหอมของผลไม้(Fruity)และลูกพรุน After taste ที่สัมผัสได้ชัดเจนในกระพุ้งแก้ม ด้วยเนื้อของสุราที่ แน่นและอวบอิ่มในแบบฉบับของ Blend 285 Signature…

ความเป็นมาของ แสงโสม
ประวัติเหล้า

ความเป็นมาของ แสงโสม โดยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ผู้ที่กินเหล้าในปริมาณไม่มาก จะรู้สึกผ่อนคลาย

ความเป็นมาของ แสงโสม  ปรุงแต่งรสด้วยหัวเชื้อพิเศษที่ปรุงขึ้นจากส่วนผสมของเครื่องเทศ และสมุนไพรนับร้อยชนิด

ความเป็นมาของ แสงโสม

แสงโสม เป็นสุราในประเทศไทย แสงโสมเกิดจากกระบวนการหมัก กลั่น และเก็บบ่มแอลกอฮอล์ในถังไม้โอ๊คนาน 3 ปี, 5 ปี และ 10 ปี

แล้วปรุงแต่งรสด้วยหัวเชื้อพิเศษที่ปรุงขึ้นจากส่วนผสมของเครื่องเทศ และสมุนไพรนับร้อยชนิด เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ โดยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ผู้ที่กินเหล้าในปริมาณไม่มาก จะรู้สึกผ่อนคลาย เนื่องจากแอลกอฮอล์ไปกดจิตใต้สำนึกที่คอยควบคุมตนเอง ทำให้กล้าแสดงออกมากขึ้น แต่เมื่อกินมากขึ้นก็จะกดสมองบริเวณอื่นๆ ทำให้เสียการทรงตัว พูดไม่ชัด จนแม้กระทั่งหมดสติ และขี้เรื้อนต่อๆไป ได้อีก ได้รับรางวัลเหรียญทองจากการประกวดสุรา ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน ในปี พ.ศ. 2525 และ 2526 และชนะรางวัลการประกวด สุราณ เมืองดุซเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี ในปี พ.ศ. 2526 จึงเป็นที่รู้จัก และเรียกขานในหมู่นักดื่มทั้งชาวไทย และชาวต่าง ประเทศว่า “แสงโสมเหรียญทอง” มาจนปัจจุบัน

สุราสี ได้จากการกลั่นส่าจากน้ำอ้อย น้ำตาลอ้อย หรือกากน้ำตาลอ้อย กลั่นให้น้ำสุรามีแรงแอลกอฮอล์ระหว่าง 60-95 ดีกรีแล้วปรับปรุงน้ำสุราที่กลั่นได้ด้วยน้ำบริสุทธิ์ เพื่อให้มีแรงแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมก่อนที่จะนำเข้าเก็บบ่มในถังไม้ที่เผาภายในแล้ว โดยมีระยะเวลาในการบ่มไม่น้อยกว่า 1 ปี แล้วจึงปรุงแต่งสี, กลิ่น,รส ตามต้องการ แล้วบรรจุภาชนะออกจำหน่าย ต้นตำรับสูตรปรุงแม่โขงนั้น “ประเสริฐ เทพหัสดิน ณ อยุธยา” เป็นผู้คิดขึ้นมาคนแรก โดยสมัยหนึ่งเคยมีกรณีพิพาทเรื่องสูตรสุรา แม่โขง ว่าเป็นของ “ตาเสริฐ” หรือ ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กันแน่ แต่บทสรุปแล้วคือเป็นสูตรของ “ตาเสริฐ” ผู้นี้นี่เอง ที่คิดสูตรสุราที่เวลากินแล้วจะตาแฉะ แถมร้อนใน ฮ่าๆ ซึ่งน่าจะมีใครเคยโดนกันมาบ้างไม่มากก็น้อย จากนั้นจึงเกิดฮีโร่คนใหม่นาม “จุล กาญจนลักษณ์”…

Remy Martin
ประวัติเหล้า

ประวัติความเป็นมาของ Remy Martin เครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงที่สุดของฝรั่งเศสและโลก

ประวัติความเป็นมาของ Remy Martin  ผู้ที่ชื่นชอบแอลกอฮอล์ชั้นยอดมองว่าเป็นรูปแบบของรสชาติที่หลากหลายและมีกลิ่นหอม

ประวัติความเป็นมาของ Remy Martin

เมื่อในปี 1942 ทางแบรนด์ก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนจากประเภท VS เป็น VSOP

ซึ่งได้แตกต่างจากข้อบ่งชี้ครั้งแรกบนฉลากของแหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์ของการเครื่องดื่ม พื้นฐานของมันคือองุ่นที่ดีที่สุดจากภูมิภาค Gran และ Petit Champagne คอนญัก “Remy Martin” VSOP (บทวิจารณ์ที่ดีมาก) เกือบจะทันทีที่ได้รับตำแหน่งผู้นำในตลาดหลังจากที่ได้รับคำชมจากซอมเมลิเย่ร์ที่มีชื่อเสียง ปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินขบวนชัยชนะไปทั่วโลก กว่า 70 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่นั้นมา แต่ตำแหน่งของคอนยัคยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ทุกวันนี้บ้านคอนญัก “Remy Martin” ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สองของโลกรองจาก “Hennessey” อย่างไรก็ตามมันไม่ได้แย่ไปกว่ายุคหลังทั้งในด้านรสชาติและความนิยม เครื่องดื่มของชนชั้นสูงทุกหยดถูกสร้างขึ้นตามเทคโนโลยีเก่า ๆ ที่เป็นสูตรและสัดส่วนที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเป็นเวลาสองร้อยปีแล้ว แฟน คลับ ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในตำนานที่ได้ลิ้มลองผลงานศิลปะของคอนญักที่แท้จริงสร้างขึ้นด้วยความร้อนแรงและความหลงใหลที่สร้างสรรค์ขึ้น ความลับที่ได้รับของความสำเร็จของ Remy Martin นั้นง่าย – การขัดขืนไม่ได้ของประเพณีอุทิศให้กับธุรกิจของครอบครัวและความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นเลิศ

คอนญัก “Remy Martin” – เครื่องดื่มที่มีสีเหลืองอำพันเป็นประกายอิฐไม่มีสิ่งสกปรกใส มันถูกก็เรียกขึ้นว่าแอลกอฮอล์ที่แข็งแกร่งสวยงามอย่างหมดจด ขุนนาง, สว่าง, แห้ง ในเวลาเดียวกันรสชาติที่เข้มข้นของคอนยัคด้วยเสียงที่แปลกใหม่และค้างอยู่นานได้รับรางวัลแฟนคลับ นับล้านในทุกส่วนของโลก พิจารณาแบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุด Remy Martin ซึ่งแต่ละอันมีรสชาติที่พิเศษและเป็นธรรมชาติของเธอเท่านั้น…