เชี่ยงชุน
ประวัติเหล้า

เชี่ยงชุน เหล้าขาวโบราณ

เชี่ยงชุน เป็นเหล้าขาวยอดนิยมกันมานานตั้งแต่โบราณกาล มีกลิ่นอันรุนแรงยวนใจได้ เป็นที่ชื่นชอบในกลุ่มนิสิตของมหาวิทยาลัยสุราลงกลอน แล้วก็คนทั่วๆไป เพราะเหตุว่าเป็นเหล้าขาวที่มีกลิ่นหอมสดชื่นมาก และก็รสกลมกล่อมละมุนละไม องค์ประกอบหลัก แอลกอฮอลล์ ,ของหมักดองทั้งหลาย กลิ่นเหมือนโคคา และโคล่า

การมาของเชี่ยงชุนในประเทศไทย ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน แต่ว่าคาดการณ์ได้ว่านำมาจากจีน ทางด้านการค้า…

Uncategorized

Tips That Will Help You Create Your Dream Wedding

TIP! If you want to save money on your wedding, consider having it in the off-season., The wedding season is traditionally from May through September.

We always want to make certain aspects of life easier. This is certainly true when it comes to planning a wedding. The information from this article will help you simplify the complexities of planning a wedding can be very intimidating. These wedding tips will help simplify the process a bit.

Have your wedding on the property of friends or friend.

TIP! Online wedding gown purchases can be easy on your wallet, but give yourself enough time for alterations as needed. It is also important to realize that alterations can cost quite a bit of money.

The most important part of marriage is the person you will be marrying. This life-altering decision is one that should not be rushed. Think hard about this person and what things in your life you can’t do without, along with what you can’t live without.

TIP! When you are looking for a wedding makeup artist, look at examples of what has been done for other clients. It would certainly ruin your day to have you and your bridesmaids looking harsh in makeup that does not suit the colors or the styles you have chosen.

Keep in mind that getting married is a strong bond between two parties that might require some sacrifices. Express your love for the other person you will marry when writing your vows.

TIP! Don’t forget about the transportation on your wedding day. It is good to have taxis or limos to help guests get back to their hotels or lodging after the reception.

If the bride has sensitive skin she can find ways to take the stress out of their lives so they don’t end up with facial irritation by adopting a good skincare routine. Look for a bridal facial treatment that includes skin-soothing and brightening ingredients like rose, oatmeal, creamy scrubs, and creamy scrubs.

TIP! If you cannot justify the cost of a thousand-dollar wedding cake, consider contacting a local bakery and inquiring about single-serving portions, like cupcakes or cake pops. A variety of healthy alternatives are available for a wedding cake that won’t cause sugar shock.

Don’t use a ton of flowers on the tables that guests will be sitting at during your reception. Flowers can be distracting for your guests a lot of the time.

Costume Jewelry

TIP! Practice walking down the aisle in front of a full-length mirror to make sure you know what you’re doing, especially if you’re going to be wearing heels. If you’re afraid of twisting your ankle, wear cute flats instead.

If you’re a bride that’s passionate about fashion and luxury, use crystals, rhinestones, or even diamonds. You can use small pieces of costume jewelry, costume jewelry, or perhaps a special piece of jewelry with some kind of adhesive. To make sure it coordinates with everything else you are wearing, you need to be consistent when it comes …

เหล้ายิน
ประวัติเหล้า

เหล้ายิน ผสมกลิ่นรสชาติของสมุนไพร และผลจูนิเปอร์ เป็นที่นิยมกันมากในฮอลันดา

เหล้ายิน  เป็นสุราอีกชนิดหนึ่งที่ได้จากการกลั่นของการหมักของกากน้ำตาล

เป็นเหล้าสีขาว ที่มีกลิ่นหอมของผลจูนิเปอร์ ที่ทำมาจากการ กลั่นข้าวหรือ Grain และเป็นการผสมกลิ่นรสชาติของสมุนไพร และผลจูนิเปอร์ เป็นที่นิยมกันมากในฮอลันดา สมัยก่อนจึงได้มีชื่อเรียกจินว่า “Dutch Courage”และได้รับการเปลี่ยนชื่อให้เรียกสั้นๆว่า Gin

ยินเป็นสุราอีกชนิดหนึ่งที่ได้จากการกลั่นของการหมักของกากน้ำตาล, เมล็ดธัญญพืช (ซึ่งก็มี เมล็ดข้าวโพด, เมล็ดข้าวบาร์เล่ย์, เมล็ดข้าวไรย์ และเมล็ดข้าวอื่นๆ) ยินเป็นสุราขาว (ใสไม่มีสี) ที่ได้มีความลงตัวในระหว่างความ ดราย (Dry) หรือ ไม่หวาน และได้กลิ่นรสสดชื่นของผลจูนิเปอร์ สมุนไพรและเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งทำให้ยินแตกต่างจากสุราทั่วไป วึ่งในปัจจุบันผลิตกันในหลายๆประเทศ กลิ่นและรสชาติก็แตกต่างกันไปเพราะได้มีการเปลี่ยน แปลงทั้งวิธีการผลิตและในส่วนผสม ยินที่ผลิตจากประเทศฮอลันดา รสจะเข้มข้นมาก ที่นิยมดื่มโดยไม่ผสม แต่ควรแช่ให้เย็นจัดจินจากอังกฤษและอเมริกา นิยมดื่มเป็นเครื่องดื่มผสม ที่รู้จักกันแพร่หลายเช่น Gin Tonic ,Orange Blossom ,Tom Collins, Martini

ยินที่รู้จักกันดีในประเทศไทยเช่น Bombay, Sapphire, Beefeater, Gordon, Gilbey’s ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้คำว่า London Dry Gin

สำหรับประเทศไทย เหล้าที่ได้มีกลิ่นคล้ายเหล้ายินต่างประเทศ ที่ได้เกิดขึ้นรายแรกคือ อังเคิล ทอม จี (Uncle Tom-G) คุณสมบัติไม่แพ้ยิน อเมริกา หรือ อังกฤษ ข้อดีอีกข้อก็คือ ราคา ซึ่งเป็นจุดแข็ง ของสินค้าทำให้เหมาะสม ในการนำมาปรุงเป็นค็อกเทล…

บรั่นดี
ประวัติเหล้า

บรั่นดี คือเหล้าที่กลั่นจากผลไม้หมัก มักจะใช้องุ่นเป็นวัตถุดิบหลัก

บรั่นดี  ได้รับการเอ่ยขานยกย่องว่าเป็นยอดเหล้าของสุรากลั่นทั่งหมดเรียกว่าเลิศล้ำ

บรั่นดีคือเหล้าที่กลั่นจากผลไม้หมัก มักจะเป็นการใช้องุ่นเป็นวัตถุดิบหลัก (ไวน์คือผลจากการหมักองุ่น เมื่อได้มีการนำไวน์องุ่นมากลั่นต่อก็จะได้บรั่นดี) บรั่นดีที่ดีที่สุดในโลกก็คือคอนยัค (Cognac) ซึ่งผลิตที่เมือง Cognac ประเทศฝรั่งเศส

คอนยัคคือแอลกอฮอล์ที่กลั่นมาจากไวน์องุ่นและต้องใช้เวลาบ่มไว้ในถัง Oak อย่างน้อย 2-2 ½ ปีหลังการกลั่น ดังนั้นราคาของคอนยัคจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่บ่มไว้ในถัง

บรั่นดี ที่มี ขายตามท้องตลาดทั่วๆไป แบ่งเป็น 3 ประเภท
Domestic Brandy (บรั่นดีพื้นเมือง) คือบรั่นดีที่ผลิตจากองุ่นแล้วนำมากลั่นเป็นบรั่นดีอีกที เช่น
Regency Brandy , German Brandy
Premium Brandy (บรั่นดีเกรดสูง) เป็นบรั่นดีราคาแพงที่เก็บบ่มไว้ในถังไม้โอ๊กนานๆ โดยที่ได้มีการระบุคุณภาพเป็นอักษรย่อ หรือชื่อพิเศษ เช่น คอนยัค (Cognac) อาร์มายัค (Armagnac)

Fruit Brandy (บรั่นดีผลไม้) คือบรั่นดีที่ทำจากผลไม้อื่นๆที่ไม่ใช่ผลองุ่นซึ่งจะให้กลิ่นรสแตกต่างกันไป แบ่งเป็น 2 ชนิด
White Fruit Brandy (บรั่นดีผลไม้สีขาว) ผลิตจากการกลั่นผลไม้ โดยที่ไม่ต้องบ่มในถังไม้ จะได้กลิ่นหอม และรสของผลไม้นั้นๆนิยมแช่ให้เย็นแล้วดื่มโดยไม่ผสม หรือจะได้มีการนำไปผสมในค็อกเทลต่างๆก็ได้

Colour Fruit Brandy (บรั่นดีผลไม้ที่มีสี) ผลิตจากการกลั่นผลไม้ แล้วนำไปเก็บบ่มในถังไม้โอ๊ก ผลไม้ที่นำมากลั่นเช่น
แอปเปิ้ล เรียกว่า Apple Brandy,Calvados,”Apple Jack
เชอร์รี่ เรียกว่า Kirschwasser,Kirsch
พลัมเรียกว่า Slivovits,Prunelle,Quetsch
แพร์เรียกว่า Poire William
ราสเบอร์รี่เรียกว่า Flamboise

วิธีการดื่มคอนยัคที่ถูกต้องจะดื่มในแก้วบรั่นดี (Brandy Snifters) ที่ได้มีลักษณะคล้ายๆแก้วไวน์แต่สั้นและตันกว่า ที่มักจะดื่มคอนยัคกันตอนหลังอาหารและสามารถดื่มแบบเพียวๆหรือ on the rocks ก็ได้ บรั่นดียี่ห้อดังๆที่เราคุ้นเคยได้แก่ Hennessey, Remy Martin, Martell และ Courvoisier (อ่านว่า กวา –ว้อย – ซิ -เอ้) ถ้าเป็นของไทยก็ต้องนี่เลย รีเจนซี่บรั่นดีไทย…

ไวน์ขาว
ประวัติไวน์

ไวน์ขาว เป็นไวน์ที่หมักโดยไม่ต้องสัมผัสกับผิวหนัง สีสามารถเป็นฟางสีเหลืองสีเหลืองสีเขียวหรือสีเหลืองทอง

ไวน์ขาว  เป็นการหมักนั้นก็ใช้ทฤษฎีเดียวกันกับไวน์แดง

ไวน์ขาว เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้มีการผลิตมาจาก องุ่นสีเขียว หรืออาจจะใช้องุ่นสีอื่นก็ได้ แต่ในขั้นตอนการหมักนั้นจะต้องใช้เพียงน้ำองุ่นเท่านั้น ต้องไม่มีส่วนประกอบอื่นไม่ว่าจะเป็นเมล็ด เปลือก หรือสิ่ง อื่นใดเข้าไปในการผลิต เพื่อให้น้ำไวน์มีความใส และมีสีขาว ซึ่งเป็นการหมักนั้นก็ใช้ทฤษฎีเดียวกันกับไวน์แดง คือว่าใช้ยีสต์ทำปฏิกิริยากับน้ำตาลจากน้ำองุ่น เมื่อได้เวลาแล้วก็จะเกิด

แอลกอฮอล์ขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งขั้นตอนการผลิตนั้นก็ทำเช่นเดียวกับไวน์แดงทุกประการ เพียงแต่วัตถุดิบที่เป็นน้ำองุ่นนั้นไวน์ขาวใช้น้ำองุ่นเพียวๆ
ความแตกต่าง ไวน์ขาว กับไวน์แดง

ที่ความแตกต่างในระหว่าง ไวน์ขาว กับไวน์แดงนั้น ที่จะเห็นได้ชัดอยู่แล้วคือสีของไวน์ แต่ภายในเนื้อไวน์จริงๆนั้นไวน์แดงจะมีส่วนผสมของเปลือกเนื้อองุ่นอยู่จำนวนมาก รวมไปจนถึงรสชาติมวลรวมจริงๆขององุ่น ไม่ใช่รสชาติเพียงน้ำองุ่นเท่านั้น ถ้าหากจะถามว่าความกลมกล่อมนั้นไวน์แดงจะมีกลิ่นที่สื่อถึงพันธุ์องุ่นได้อย่างมากมาย เพื่อที่จะได้มีส่วนผสมขององุ่นทั้งลูก

ส่วนไวน์ขาวนั้นจะมีส่วนที่เป็นเฉพาะน้ำองุ่นเท่านั้น ดังนั้นจึงได้มีรสชาติที่ค่อนข้างจะหวานกว่าไวน์แดง และยังมีกลิ่นที่น้อยกว่าเพราะไม่มีการนำเอาเปลือกหรือเมล็ดไปหมักรวมอยู่ด้วย และถ้าหากนำไปหมักต่อด้วยวิธีพิเศษ ก็สามารถทำให้เกิดฟองขึ้นได้ หรือที่นักดื่มทั้งหลายรู้จักกันในนาม แชมเปญ…

โซจู
ความเป็นมาโซจู

โซจู เป็นเครื่องดื่มที่ใสไม่มีสีที่มาจากเกาหลี

โซจู  เป็นระเบียบและปริมาณแอลกอฮอล์จะแตกต่างจากปริมาณแอลกอฮอล์

คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในภาพยนตร์หรือละครของเกาหลีในทุกๆเรื่อง ในสิ่งหนึ่งที่ผู้ชมอย่างเรามักจะได้เห็นกันก็คือ ในแต่ละฉากสังสรรค์ ฉากดื่มย้อมใจ ฉากการทานอาหารร่วมกันของตัวละคร และในสิ่งที่หนึ่งที่ขาดไม่ได้ในฉากเหล่านี้ก็คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่จะได้มีการพบกันบ่อยๆก็คือ เหล้าโซจู เบียร์ และมักกอลลี วันนี้ทางจึงขอหยิบเรื่องเมาๆของเหล้าโซจูมาให้ผู้อ่านชาวไทยได้รู้จักกันให้มากยิ่งขึ้น มากกว่าคำขนานนามที่เกี่ยวกับความแรงของเหล้าโซจูที่ว่าแรงพอๆกับเหล้าขาวของไทย โซจู (소주) – Korean Rice Liquor

โซจู (소주) คือที่สุดของที่สุดของความเป็นเกาหลีอย่างแท้จริง เป็นเหล้ากลั่นใสคล้ายกับวอดก้า ถือว่าเป็นเครื่องดื่มประจำชาติเลยก็ว่าได้ ในส่วนผสมหลักของเหล้าโซจู ก็คือ ข้าว ร่วมกับส่วนผสมอย่างอื่น เช่น ข้าวสาลี ข้าวปาร์เลย์ หรือมันฝรั่งหวาน ที่มีรสขมออกหวาน ส่วนใหญ่มักจะบรรจุด้วยขวดแก้วสีเขียว

 

มีต้นกำเนิดมาจาก “อารัก (Arak หรือ araq)” ซึ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พื้นเมืองของชาวตะวันออกกลาง อย่างอิรัก เลบานอน ซีเรีย จอร์แดน และอิสราเอล ที่ได้ถูกนำเข้ามาในเกาหลีครั้งแรกในปีช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1300 ผ่านชาวมองโกลในสมัยราชวงศ์หยวนของจีนที่เข้ามารุกรานและตั้งที่มั่นที่เมืองอันดง ในเขตอาณาจักรโครยอของเกาหลีก่อนจะเดินทางต่อไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในระหว่างที่ทหารมองโกลพักแรมอยู่ที่นั้น ชาวเมืองอันดงได้มีการเรียนรู้และซึมซับเอาสูตรการหมักเหล้า “อารัก (Arak)” มาและค่อยๆ มีการพัฒนา จนกลายเป็น “โซจู” ดังเช่นในปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าเบียร์ วิสกี้ และไวน์จะได้รับความนิยมในเกาหลีอย่างมาก แต่โซจูก็ยังคงเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นิยมมากเป็นอันดับหนึ่งในเกาหลีอยู่ ด้วยความคุ้นชิน ความผูกพันที่อยู่คู่กับคนเกาหลีมาอย่างยาวนานและด้วยราคาที่ไม่แพงของโซจูจึงทำให้ในแต่ละปีมียอดขายโซจูในประเทศมากกว่าพันล้านขวด อย่างเช่นในปี ค.ศ.2004 ที่มียอดจำหน่ายในประเทศสูงถึง 3 พันล้านขวดเลยทีเดียว

 …

Hoegaarden
ประวัติเบียร์

Hoegaarden การผลิตเบียร์ในยุคนั้นผูกกับวัฒนธรรมการดื่มชั้นสูง

Hoegaarden  สูตรดั้งเดิมที่มีส่วนผสมของน้ำแร่ธรรมชาติ

ถ้าหากต้องพูดถึงวีทเบียร์ (Wheat Beer) หรือเบียร์ที่ผลิตจากข้าวสาลี สำหรับหลายๆคนย่อมนึกถึง ฮูการ์เด้น เป็นชื่อแรกๆ อย่างแน่นอน เพราะนี่คือเบลเยี่ยมวีทเบียร์ที่ไม่ได้มีดีแค่ชื่อเสียง ถ้าหากแต่ยังมียอดขายสูงที่สุดในโลกอีกด้วย

แต่คำถามที่น่าสนใจคือ กว่าจะมาเป็น ฮูการ์เด้น ที่ทุกคนรู้จักกันดี ณ วันนี้ ถ้าหากให้ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของ Hoegaarden เอาเข้าจริงแล้ว มีที่มาที่ไป ได้มีประวัติเบื้องลึกและเบื้องหลัง รวมไปจนถึงความลับอะไรบ้างที่น่ารู้

Brand Inside จึงขอชวนผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับ ฮูการ์เด้นให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นผ่านบทความนี้
ถ้าหากจะทำความเข้าใจการผลิตเบียร์ในอดีตเมื่อ 400-500 ปีที่ผ่านมา ต้องเข้าใจก่อนว่า บริบทของการผลิตเบียร์ในยุคนั้นผูกกับวัฒนธรรมการดื่มชั้นสูง โดยที่ผู้ผลิตในยุคแรกคือนักบวชที่จะทำเบียร์หลังเสร็จกิจทางศาสนา

จากกรณีของ ฮูการ์เด้น หากถ้าได้มีการย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นของการผลิตคือปีค.ศ. 1445 หรือประมาณ 575 ปีที่ผ่านมา ด้วยฝีมือของนักบวชในหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีเรียกชื่อว่า ฮูการ์เด้น ที่ผลิตเบียร์จากข้าวสาลีด้วยการหมักบ่มจาก 4 ในส่วนผสมหลัก ได้แก่ ข้าวสาลี น้ำแร่ธรรมชาติ ฮ๊อป และ ยีสต์

แต่ความคิดสร้างสรรค์ของนักบวชในหมู่บ้าน ฮูการ์เด้น ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เนื่องจากนี้จะได้มีความพยายามไปเสาะหาเอาเครื่องเทศถึง 2 ชนิดจากซีกโลกฝั่งตะวันออกอย่าง เปลือกส้มเคียวราเซา Curacao และเมล็ดผักชีชั้นเลิศไปผสมผสานกับ 4 วัตถุดิบหลัก แล้วถึงได้มีการนำมาผ่านกระบวนการหมักบ่ม ถึง 2 ครั้ง และไม่ผ่านการกรอง ก่อนที่จะบรรจุใส่ภาชนะ

ทั้งหมดนี้กลายมาเป็นวีทเบียร์ ฮูการ์เด้นเป็นสูตรต้นตำหรับอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

จากนั้นต่อมา หมู่บ้าน ฮูการ์เด้น ในเบลเยียมจึงได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งการผลิตเบียร์ที่สำคัญ” โดยในช่วงศตวรรษที่ 19 มีโรงงานหมักเบียร์มากถึง 13 โรง และโรงกลั่นอีก 9 โรง แต่ได้ถูกทยอยปิดตัวลง ให้หลัง 10 ปี หลังจากที่โรงเบียร์ใน Hoegaarden Village ปิดตัวลง ปี 1965 นาย Pierre Celis (ปิแอร์ เซลิส) คนส่งนมที่เติบโตมาในย่านโรงหมักเบียร์ในหมู่บ้าน ที่ได้มีการนำวีทเบียร์ เป็นสูตรดั้งเดิมที่ได้มีส่วนผสมของน้ำแร่ธรรมชาติ ยีสต์ ข้าวสาลี ฮ็อป เมล็ดผักชี และเปลือกส้มเคียวราเซา (Curaçao) กลับมาผลิตใหม่อีกครั้งและได้รับความนิยมอย่างสูง

ในตำนานวีทเบียร์สูตรดั้งเดิมของนาย ปิแอร์ เซลิส ที่มีแหล่งกำเนิดมาจาก ฮูการ์เด้นVillage ได้กลายมาเป็นวีทเบียร์หรือเบียร์ขาวภายใต้แบรนด์ ฮูการ์เด้น ที่เป็นที่โปรดปรานของคนทั่วโลกในปัจจุบัน…

สาเก
ประวัติเหล้า

สาเก เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของประเทศญี่ปุ่น ทำจากข้าวเหมือนกับการทำเบียร

สาเก  เป็นเครื่องดื่มประจำชาติของชาวญี่ปุ่นมานานหลายศตวรรษ

สาเก (Sake) เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของญี่ปุ่น ที่ทำมาจากข้าวเหมือนกับการทำเบียร แต่ไม่ใช่เบียรเพราะไม่มีสี และไม่มีแก๊สบรรจุอยู่ ไม่จัดอยู่ในกลุ่มไวน์เพราะได้มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า และก็ไม่ใช่สุรากลั่นเช่นกัน แต่เนื่องจากดูคล้ายไวน์หลายคนจึงได้มีชื่อเรียกว่า Japanese rice Wine

สาเกเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของชาวญี่ปุ่นมาอย่างนานหลายศตวรรษ จึงไม่ทราบแน่ชัดว่ามีต้นกำเนิดจากไหน หรือเมื่อไร แต่สันนิษฐานว่าชาวญี่ปุ่นรับเอาวิธีการหมักสุราด้วยข้าวมอลต์จากจีนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

ในยุคอาสึกะ (飛鳥時代 – Asuka jidai / ค.ศ.592 – 710) สาเกที่หมักจากข้าว, น้ำ และมอลต์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมมาก ในสมัยเฮอัน (平安時代 – Heian jidai / ค.ศ.794-1185) สาเกที่ได้มีการเริ่มถูกนำใช้ประกอบในพิธีทางศาสนา และผู้คนก็เริ่มดื่มสาเกกันบ่อยขึ้น ในช่วงแรกโรงผลิตเหล้าอยู่ในการดูแลของรัฐบาลเป็นเวลานาน แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 ตามวัดและศาลเจ้าก็เริ่มหมักเหล้ากันเอง และก็ได้กลายเป็นสถานที่หลักในการหมักสาเกเป็นระยะเวลานานถึง 500 ปี

คริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาวญี่ปุ่นในเกาะคิวชูรับเอาเทคนิคการกลั่นเหล้ามาจากริวกิว (โอกินาว่าในปัจจุบัน) เหล้าโชจูที่ชื่อ อิโมะสาเกที่ได้มีการเริ่มถูกส่งมาขายยังเกียวโต ที่ซึ่งปกตินำเข้าสุราและไวน์ต่างๆ จากประเทศจีน และในคริสต์ศตวรรษที่ 18 สาเกก็ได้กลายเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมสูงมากในญี่ปุ่น

จากการทำสาเกจะมีกรรมวิธีอันเป็นเอกลักษณ์พิเศษไม่เหมือนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ โดยที่ได้มีการเริ่มจากการทำความสะอาดข้าวด้วยน้ำและแช่ไว้นานประมาณ 12 ชั่วโมง แล้วจึงได้มีการนำไปนึ่งข้าว ที่นึ่งแล้วจะได้มีการนำไปผสมคลุกเคล้ากับยีสต์ ชนิดหนึ่งซึ่งจะผลิตเอนไซม์ที่เปลี่ยนแป้งจากข้าวเป็นน้ำตาล โดยใช้เวลานาน 35 ชั่วโมง เพื่อทำให้มีเอนไซม์มากขึ้น เรียกว่าโคจิ ( Koji ) เพื่อให้เกิดจากการหมักเพิ่มขึ้นผสมกับยีสต์เติบโตขึ้นอย่างช้าๆ โดยกินน้ำตาลจนเติบโตเต็มที่ใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์และเรียกว่า moto ที่ยีสต์เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จึงเป็นการเติมน้ำและข้าวนึ่งใหม่ๆลงไปเพื่อให้เกิดการเริ่มต้นประมาณ 3 สัปดาห์ เมื่อการหมักเสร็จสิ้นแล้ว ของเหลวที่ได้คือ สาเกจะถูกกรองออกมาทิ้งไว้ให้เย็น แล้วได้มีการนำเก็บไว้ในถัง เก็บบ่มระยะเวลาสั้นๆสุดท้ายจึงนำไปฆ่าเชื้อด้วยวิธีการพาสเจอไรซ์ก่อนการบรรจุขวด หรือ ถังสาเกจะมีระดับคุณภาพธรรมดา และคุณภาพพิเศษต่างกัน

สาเกมีแอลกอฮอล์สูงมากหากเทียบกับเครื่องดื่มที่ทำจากการหมักเหมือนๆกัน คือมีแอลกอฮอล์14-16 ดีกรีมีรสหวานเล็กน้อยเมื่อเริ่มดื่ม ปกติสาเกจะนิยมดื่มโดยอุ่นให้ร้อนปานกลาง เพื่อให้กลิ่นจางลงการอุ่นจะนำขวดใส่สาเกลงแช่ในอ่างน้ำร้อนประมาณ 37องศา ถึง 38องศา เป็นการเสิร์ฟแบบญี่ปุ่นจะแบ่งใส่ในขวดเซรามิคเล็กๆที่เรียกว่า Tokkuri แล้วรินใส่ถ้วยเล็กๆ ที่เรียกว่า Sakazuki ขนาดถ้วยประมาณ 1 ออนซ์ และดื่มจากถ้วยเล็กๆนี้…

Jameson Irish Whiskey
ประวัติเหล้า

Jameson Irish Whiskey เป็นวิสกี้อร่อยเป็นวิสกี้ไอริชที่ขายดีที่สุดในโลก ในปี 2562 ยอดขายต่อปีสูงถึง 8 ล้านราย

Jameson Irish Whiskey   การใช้เวลาสำหรับการหมักบ่มในถังไม้โอ้ค

เจมสันโดยรวมเป็นวิสกี้ที่มีความอร่อยที่ผมสนุกกับสิ่งที่มันเป็น มันไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกของฉันอย่างเป็นที่เรียบร้อย แต่อยู่บนโขดหินมันเป็นเรื่องดีและได้มีการผสมสุดยอดเยี่ยม ในความคิดของเจมสันเดิมเป็นเพียงเล็กน้อยในรสชาติเบากว่า Bushmills ป้ายขาวและ smidgen ไม่สมดุลกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ข้าวแสดงขึ้นเล็กน้อยมากเกินไปในจมูกและปากที่จะเป็นนักดื่มทุกวันสำหรับฉัน ยังคงเป็นสิ่งที่ดีและผมมีความสุขที่จะเห็นผู้คนจำนวนมาก “การค้นพบ” ไอริชวิสกี้เพราะมัน

ถ้าหากคุณมี Jameson ไอริชวิสกี้ที่ได้มีการเพิ่มบันทึกของคุณเองหรือความคิดในความคิดเห็นด้านล่าง
Jameson ไอริชวิสกี้รีวิว
ABV: 40%
ราคา: $ 24
Distiller: จอห์นเจมสัน & Son / Distillers Limited ไอริช @ มิดเดิลตัน
สี
ทองซีด
กลิ่น
โชยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ข้าวเป็นสิ่งแรกที่ตรงกับจมูกตามด้วยน้ำผึ้งลูกแพร์และชัดเจนอย่างมากกว่าผลไม้สวนผลไม้สุก บิตของมอลต์และส้ม A ของเราจะเดินไปรอบ ๆ ในนั้นมีคุณภาพที่เต็มไปด้วยฝุ่นแปลกทำงานตลอด

TASTE
ไฟและเครื่องดื่มชิมสะอาดที่ได้มีการเริ่มออกไปกับมอลต์, วานิลลาและภายใต้ส้มสุก รวมอยู่ในแพคเกจรสนี้คือในบางส่วนบันทึกหญ้าโกโก้และผลไม้ที่ไม่ชัดเจนที่ขอบบนกล้วยกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้คำสั่งที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านหลังที่มีเพียงสัมผัสของคาราเมลเลื่อนไปรอบ ๆ…

ไวน์องุ่น
ประวัติไวน์

ไวน์องุ่น เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำจากองุ่นหรือผลไม้อื่นหมัก สมดุลเคมีธรรมชาติ

ไวน์องุ่น    เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำจากองุ่นหรือผลไม้อื่นหมัก

ไวน์ได้มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกที่ได้มีการพบว่า “ยีสต์” หรือ เชื้อราขนาดเล็ก เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ โดยที่ได้มีอาศัยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน เป็นการหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ นอกจากนี้อาจจะได้มีการเติมยีสต์เข้าไปอีก เพื่อช่วยในกระบวนการหมัก ไวน์แดงทำมาจากองุ่นแดง ที่หมักเชื้ออุณหภูมินานประมาณ 2 สัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิ 21-29 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวทำมาจากองุ่นเขียวขาว หมักเชื้อที่อุณหภูมิ 10-15 เซลเซียส นานประมาณ 3-6 สัปดาห์

จากขั้นตอนคร่าวๆที่ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ เพื่อที่จะได้มีการสกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงได้มีการนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากนี้จะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย
ในยุคอียิปต์โบราณ ในการเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วมีแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อในทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยที่คนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้…