เหล้ายิน
ประวัติเหล้า

เหล้ายิน ผสมกลิ่นรสชาติของสมุนไพร และผลจูนิเปอร์ เป็นที่นิยมกันมากในฮอลันดา

เหล้ายิน  เป็นสุราอีกชนิดหนึ่งที่ได้จากการกลั่นของการหมักของกากน้ำตาล

เป็นเหล้าสีขาว ที่มีกลิ่นหอมของผลจูนิเปอร์ ที่ทำมาจากการ กลั่นข้าวหรือ Grain และเป็นการผสมกลิ่นรสชาติของสมุนไพร และผลจูนิเปอร์ เป็นที่นิยมกันมากในฮอลันดา สมัยก่อนจึงได้มีชื่อเรียกจินว่า “Dutch Courage”และได้รับการเปลี่ยนชื่อให้เรียกสั้นๆว่า Gin

ยินเป็นสุราอีกชนิดหนึ่งที่ได้จากการกลั่นของการหมักของกากน้ำตาล, เมล็ดธัญญพืช (ซึ่งก็มี เมล็ดข้าวโพด, เมล็ดข้าวบาร์เล่ย์, เมล็ดข้าวไรย์ และเมล็ดข้าวอื่นๆ) ยินเป็นสุราขาว (ใสไม่มีสี) ที่ได้มีความลงตัวในระหว่างความ ดราย (Dry) หรือ ไม่หวาน และได้กลิ่นรสสดชื่นของผลจูนิเปอร์ สมุนไพรและเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งทำให้ยินแตกต่างจากสุราทั่วไป วึ่งในปัจจุบันผลิตกันในหลายๆประเทศ กลิ่นและรสชาติก็แตกต่างกันไปเพราะได้มีการเปลี่ยน แปลงทั้งวิธีการผลิตและในส่วนผสม ยินที่ผลิตจากประเทศฮอลันดา รสจะเข้มข้นมาก ที่นิยมดื่มโดยไม่ผสม แต่ควรแช่ให้เย็นจัดจินจากอังกฤษและอเมริกา นิยมดื่มเป็นเครื่องดื่มผสม ที่รู้จักกันแพร่หลายเช่น Gin Tonic ,Orange Blossom ,Tom Collins, Martini

ยินที่รู้จักกันดีในประเทศไทยเช่น Bombay, Sapphire, Beefeater, Gordon, Gilbey’s ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้คำว่า London Dry Gin

สำหรับประเทศไทย เหล้าที่ได้มีกลิ่นคล้ายเหล้ายินต่างประเทศ ที่ได้เกิดขึ้นรายแรกคือ อังเคิล ทอม จี (Uncle Tom-G) คุณสมบัติไม่แพ้ยิน อเมริกา หรือ อังกฤษ ข้อดีอีกข้อก็คือ ราคา ซึ่งเป็นจุดแข็ง ของสินค้าทำให้เหมาะสม ในการนำมาปรุงเป็นค็อกเทล…

บรั่นดี
ประวัติเหล้า

บรั่นดี คือเหล้าที่กลั่นจากผลไม้หมัก มักจะใช้องุ่นเป็นวัตถุดิบหลัก

บรั่นดี  ได้รับการเอ่ยขานยกย่องว่าเป็นยอดเหล้าของสุรากลั่นทั่งหมดเรียกว่าเลิศล้ำ

บรั่นดีคือเหล้าที่กลั่นจากผลไม้หมัก มักจะเป็นการใช้องุ่นเป็นวัตถุดิบหลัก (ไวน์คือผลจากการหมักองุ่น เมื่อได้มีการนำไวน์องุ่นมากลั่นต่อก็จะได้บรั่นดี) บรั่นดีที่ดีที่สุดในโลกก็คือคอนยัค (Cognac) ซึ่งผลิตที่เมือง Cognac ประเทศฝรั่งเศส

คอนยัคคือแอลกอฮอล์ที่กลั่นมาจากไวน์องุ่นและต้องใช้เวลาบ่มไว้ในถัง Oak อย่างน้อย 2-2 ½ ปีหลังการกลั่น ดังนั้นราคาของคอนยัคจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่บ่มไว้ในถัง

บรั่นดี ที่มี ขายตามท้องตลาดทั่วๆไป แบ่งเป็น 3 ประเภท
Domestic Brandy (บรั่นดีพื้นเมือง) คือบรั่นดีที่ผลิตจากองุ่นแล้วนำมากลั่นเป็นบรั่นดีอีกที เช่น
Regency Brandy , German Brandy
Premium Brandy (บรั่นดีเกรดสูง) เป็นบรั่นดีราคาแพงที่เก็บบ่มไว้ในถังไม้โอ๊กนานๆ โดยที่ได้มีการระบุคุณภาพเป็นอักษรย่อ หรือชื่อพิเศษ เช่น คอนยัค (Cognac) อาร์มายัค (Armagnac)

Fruit Brandy (บรั่นดีผลไม้) คือบรั่นดีที่ทำจากผลไม้อื่นๆที่ไม่ใช่ผลองุ่นซึ่งจะให้กลิ่นรสแตกต่างกันไป แบ่งเป็น 2 ชนิด
White Fruit Brandy (บรั่นดีผลไม้สีขาว) ผลิตจากการกลั่นผลไม้ โดยที่ไม่ต้องบ่มในถังไม้ จะได้กลิ่นหอม และรสของผลไม้นั้นๆนิยมแช่ให้เย็นแล้วดื่มโดยไม่ผสม หรือจะได้มีการนำไปผสมในค็อกเทลต่างๆก็ได้

Colour Fruit Brandy (บรั่นดีผลไม้ที่มีสี) ผลิตจากการกลั่นผลไม้ แล้วนำไปเก็บบ่มในถังไม้โอ๊ก ผลไม้ที่นำมากลั่นเช่น
แอปเปิ้ล เรียกว่า Apple Brandy,Calvados,”Apple Jack
เชอร์รี่ เรียกว่า Kirschwasser,Kirsch
พลัมเรียกว่า Slivovits,Prunelle,Quetsch
แพร์เรียกว่า Poire William
ราสเบอร์รี่เรียกว่า Flamboise

วิธีการดื่มคอนยัคที่ถูกต้องจะดื่มในแก้วบรั่นดี (Brandy Snifters) ที่ได้มีลักษณะคล้ายๆแก้วไวน์แต่สั้นและตันกว่า ที่มักจะดื่มคอนยัคกันตอนหลังอาหารและสามารถดื่มแบบเพียวๆหรือ on the rocks ก็ได้ บรั่นดียี่ห้อดังๆที่เราคุ้นเคยได้แก่ Hennessey, Remy Martin, Martell และ Courvoisier (อ่านว่า กวา –ว้อย – ซิ -เอ้) ถ้าเป็นของไทยก็ต้องนี่เลย รีเจนซี่บรั่นดีไทย…

ไวน์ขาว
ประวัติไวน์

ไวน์ขาว เป็นไวน์ที่หมักโดยไม่ต้องสัมผัสกับผิวหนัง สีสามารถเป็นฟางสีเหลืองสีเหลืองสีเขียวหรือสีเหลืองทอง

ไวน์ขาว  เป็นการหมักนั้นก็ใช้ทฤษฎีเดียวกันกับไวน์แดง

ไวน์ขาว เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้มีการผลิตมาจาก องุ่นสีเขียว หรืออาจจะใช้องุ่นสีอื่นก็ได้ แต่ในขั้นตอนการหมักนั้นจะต้องใช้เพียงน้ำองุ่นเท่านั้น ต้องไม่มีส่วนประกอบอื่นไม่ว่าจะเป็นเมล็ด เปลือก หรือสิ่ง อื่นใดเข้าไปในการผลิต เพื่อให้น้ำไวน์มีความใส และมีสีขาว ซึ่งเป็นการหมักนั้นก็ใช้ทฤษฎีเดียวกันกับไวน์แดง คือว่าใช้ยีสต์ทำปฏิกิริยากับน้ำตาลจากน้ำองุ่น เมื่อได้เวลาแล้วก็จะเกิด

แอลกอฮอล์ขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งขั้นตอนการผลิตนั้นก็ทำเช่นเดียวกับไวน์แดงทุกประการ เพียงแต่วัตถุดิบที่เป็นน้ำองุ่นนั้นไวน์ขาวใช้น้ำองุ่นเพียวๆ
ความแตกต่าง ไวน์ขาว กับไวน์แดง

ที่ความแตกต่างในระหว่าง ไวน์ขาว กับไวน์แดงนั้น ที่จะเห็นได้ชัดอยู่แล้วคือสีของไวน์ แต่ภายในเนื้อไวน์จริงๆนั้นไวน์แดงจะมีส่วนผสมของเปลือกเนื้อองุ่นอยู่จำนวนมาก รวมไปจนถึงรสชาติมวลรวมจริงๆขององุ่น ไม่ใช่รสชาติเพียงน้ำองุ่นเท่านั้น ถ้าหากจะถามว่าความกลมกล่อมนั้นไวน์แดงจะมีกลิ่นที่สื่อถึงพันธุ์องุ่นได้อย่างมากมาย เพื่อที่จะได้มีส่วนผสมขององุ่นทั้งลูก

ส่วนไวน์ขาวนั้นจะมีส่วนที่เป็นเฉพาะน้ำองุ่นเท่านั้น ดังนั้นจึงได้มีรสชาติที่ค่อนข้างจะหวานกว่าไวน์แดง และยังมีกลิ่นที่น้อยกว่าเพราะไม่มีการนำเอาเปลือกหรือเมล็ดไปหมักรวมอยู่ด้วย และถ้าหากนำไปหมักต่อด้วยวิธีพิเศษ ก็สามารถทำให้เกิดฟองขึ้นได้ หรือที่นักดื่มทั้งหลายรู้จักกันในนาม แชมเปญ…

โซจู
ความเป็นมาโซจู

โซจู เป็นเครื่องดื่มที่ใสไม่มีสีที่มาจากเกาหลี

โซจู  เป็นระเบียบและปริมาณแอลกอฮอล์จะแตกต่างจากปริมาณแอลกอฮอล์

คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในภาพยนตร์หรือละครของเกาหลีในทุกๆเรื่อง ในสิ่งหนึ่งที่ผู้ชมอย่างเรามักจะได้เห็นกันก็คือ ในแต่ละฉากสังสรรค์ ฉากดื่มย้อมใจ ฉากการทานอาหารร่วมกันของตัวละคร และในสิ่งที่หนึ่งที่ขาดไม่ได้ในฉากเหล่านี้ก็คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่จะได้มีการพบกันบ่อยๆก็คือ เหล้าโซจู เบียร์ และมักกอลลี วันนี้ทางจึงขอหยิบเรื่องเมาๆของเหล้าโซจูมาให้ผู้อ่านชาวไทยได้รู้จักกันให้มากยิ่งขึ้น มากกว่าคำขนานนามที่เกี่ยวกับความแรงของเหล้าโซจูที่ว่าแรงพอๆกับเหล้าขาวของไทย โซจู (소주) – Korean Rice Liquor

โซจู (소주) คือที่สุดของที่สุดของความเป็นเกาหลีอย่างแท้จริง เป็นเหล้ากลั่นใสคล้ายกับวอดก้า ถือว่าเป็นเครื่องดื่มประจำชาติเลยก็ว่าได้ ในส่วนผสมหลักของเหล้าโซจู ก็คือ ข้าว ร่วมกับส่วนผสมอย่างอื่น เช่น ข้าวสาลี ข้าวปาร์เลย์ หรือมันฝรั่งหวาน ที่มีรสขมออกหวาน ส่วนใหญ่มักจะบรรจุด้วยขวดแก้วสีเขียว

 

มีต้นกำเนิดมาจาก “อารัก (Arak หรือ araq)” ซึ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พื้นเมืองของชาวตะวันออกกลาง อย่างอิรัก เลบานอน ซีเรีย จอร์แดน และอิสราเอล ที่ได้ถูกนำเข้ามาในเกาหลีครั้งแรกในปีช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1300 ผ่านชาวมองโกลในสมัยราชวงศ์หยวนของจีนที่เข้ามารุกรานและตั้งที่มั่นที่เมืองอันดง ในเขตอาณาจักรโครยอของเกาหลีก่อนจะเดินทางต่อไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในระหว่างที่ทหารมองโกลพักแรมอยู่ที่นั้น ชาวเมืองอันดงได้มีการเรียนรู้และซึมซับเอาสูตรการหมักเหล้า “อารัก (Arak)” มาและค่อยๆ มีการพัฒนา จนกลายเป็น “โซจู” ดังเช่นในปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าเบียร์ วิสกี้ และไวน์จะได้รับความนิยมในเกาหลีอย่างมาก แต่โซจูก็ยังคงเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นิยมมากเป็นอันดับหนึ่งในเกาหลีอยู่ ด้วยความคุ้นชิน ความผูกพันที่อยู่คู่กับคนเกาหลีมาอย่างยาวนานและด้วยราคาที่ไม่แพงของโซจูจึงทำให้ในแต่ละปีมียอดขายโซจูในประเทศมากกว่าพันล้านขวด อย่างเช่นในปี ค.ศ.2004 ที่มียอดจำหน่ายในประเทศสูงถึง 3 พันล้านขวดเลยทีเดียว

 …

Hoegaarden
ประวัติเบียร์

Hoegaarden การผลิตเบียร์ในยุคนั้นผูกกับวัฒนธรรมการดื่มชั้นสูง

Hoegaarden  สูตรดั้งเดิมที่มีส่วนผสมของน้ำแร่ธรรมชาติ

ถ้าหากต้องพูดถึงวีทเบียร์ (Wheat Beer) หรือเบียร์ที่ผลิตจากข้าวสาลี สำหรับหลายๆคนย่อมนึกถึง ฮูการ์เด้น เป็นชื่อแรกๆ อย่างแน่นอน เพราะนี่คือเบลเยี่ยมวีทเบียร์ที่ไม่ได้มีดีแค่ชื่อเสียง ถ้าหากแต่ยังมียอดขายสูงที่สุดในโลกอีกด้วย

แต่คำถามที่น่าสนใจคือ กว่าจะมาเป็น ฮูการ์เด้น ที่ทุกคนรู้จักกันดี ณ วันนี้ ถ้าหากให้ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของ Hoegaarden เอาเข้าจริงแล้ว มีที่มาที่ไป ได้มีประวัติเบื้องลึกและเบื้องหลัง รวมไปจนถึงความลับอะไรบ้างที่น่ารู้

Brand Inside จึงขอชวนผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับ ฮูการ์เด้นให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นผ่านบทความนี้
ถ้าหากจะทำความเข้าใจการผลิตเบียร์ในอดีตเมื่อ 400-500 ปีที่ผ่านมา ต้องเข้าใจก่อนว่า บริบทของการผลิตเบียร์ในยุคนั้นผูกกับวัฒนธรรมการดื่มชั้นสูง โดยที่ผู้ผลิตในยุคแรกคือนักบวชที่จะทำเบียร์หลังเสร็จกิจทางศาสนา

จากกรณีของ ฮูการ์เด้น หากถ้าได้มีการย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นของการผลิตคือปีค.ศ. 1445 หรือประมาณ 575 ปีที่ผ่านมา ด้วยฝีมือของนักบวชในหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีเรียกชื่อว่า ฮูการ์เด้น ที่ผลิตเบียร์จากข้าวสาลีด้วยการหมักบ่มจาก 4 ในส่วนผสมหลัก ได้แก่ ข้าวสาลี น้ำแร่ธรรมชาติ ฮ๊อป และ ยีสต์

แต่ความคิดสร้างสรรค์ของนักบวชในหมู่บ้าน ฮูการ์เด้น ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เนื่องจากนี้จะได้มีความพยายามไปเสาะหาเอาเครื่องเทศถึง 2 ชนิดจากซีกโลกฝั่งตะวันออกอย่าง เปลือกส้มเคียวราเซา Curacao และเมล็ดผักชีชั้นเลิศไปผสมผสานกับ 4 วัตถุดิบหลัก แล้วถึงได้มีการนำมาผ่านกระบวนการหมักบ่ม ถึง 2 ครั้ง และไม่ผ่านการกรอง ก่อนที่จะบรรจุใส่ภาชนะ

ทั้งหมดนี้กลายมาเป็นวีทเบียร์ ฮูการ์เด้นเป็นสูตรต้นตำหรับอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

จากนั้นต่อมา หมู่บ้าน ฮูการ์เด้น ในเบลเยียมจึงได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งการผลิตเบียร์ที่สำคัญ” โดยในช่วงศตวรรษที่ 19 มีโรงงานหมักเบียร์มากถึง 13 โรง และโรงกลั่นอีก 9 โรง แต่ได้ถูกทยอยปิดตัวลง ให้หลัง 10 ปี หลังจากที่โรงเบียร์ใน Hoegaarden Village ปิดตัวลง ปี 1965 นาย Pierre Celis (ปิแอร์ เซลิส) คนส่งนมที่เติบโตมาในย่านโรงหมักเบียร์ในหมู่บ้าน ที่ได้มีการนำวีทเบียร์ เป็นสูตรดั้งเดิมที่ได้มีส่วนผสมของน้ำแร่ธรรมชาติ ยีสต์ ข้าวสาลี ฮ็อป เมล็ดผักชี และเปลือกส้มเคียวราเซา (Curaçao) กลับมาผลิตใหม่อีกครั้งและได้รับความนิยมอย่างสูง

ในตำนานวีทเบียร์สูตรดั้งเดิมของนาย ปิแอร์ เซลิส ที่มีแหล่งกำเนิดมาจาก ฮูการ์เด้นVillage ได้กลายมาเป็นวีทเบียร์หรือเบียร์ขาวภายใต้แบรนด์ ฮูการ์เด้น ที่เป็นที่โปรดปรานของคนทั่วโลกในปัจจุบัน…

สาเก
ประวัติเหล้า

สาเก เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของประเทศญี่ปุ่น ทำจากข้าวเหมือนกับการทำเบียร

สาเก  เป็นเครื่องดื่มประจำชาติของชาวญี่ปุ่นมานานหลายศตวรรษ

สาเก (Sake) เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของญี่ปุ่น ที่ทำมาจากข้าวเหมือนกับการทำเบียร แต่ไม่ใช่เบียรเพราะไม่มีสี และไม่มีแก๊สบรรจุอยู่ ไม่จัดอยู่ในกลุ่มไวน์เพราะได้มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า และก็ไม่ใช่สุรากลั่นเช่นกัน แต่เนื่องจากดูคล้ายไวน์หลายคนจึงได้มีชื่อเรียกว่า Japanese rice Wine

สาเกเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของชาวญี่ปุ่นมาอย่างนานหลายศตวรรษ จึงไม่ทราบแน่ชัดว่ามีต้นกำเนิดจากไหน หรือเมื่อไร แต่สันนิษฐานว่าชาวญี่ปุ่นรับเอาวิธีการหมักสุราด้วยข้าวมอลต์จากจีนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

ในยุคอาสึกะ (飛鳥時代 – Asuka jidai / ค.ศ.592 – 710) สาเกที่หมักจากข้าว, น้ำ และมอลต์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมมาก ในสมัยเฮอัน (平安時代 – Heian jidai / ค.ศ.794-1185) สาเกที่ได้มีการเริ่มถูกนำใช้ประกอบในพิธีทางศาสนา และผู้คนก็เริ่มดื่มสาเกกันบ่อยขึ้น ในช่วงแรกโรงผลิตเหล้าอยู่ในการดูแลของรัฐบาลเป็นเวลานาน แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 ตามวัดและศาลเจ้าก็เริ่มหมักเหล้ากันเอง และก็ได้กลายเป็นสถานที่หลักในการหมักสาเกเป็นระยะเวลานานถึง 500 ปี

คริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาวญี่ปุ่นในเกาะคิวชูรับเอาเทคนิคการกลั่นเหล้ามาจากริวกิว (โอกินาว่าในปัจจุบัน) เหล้าโชจูที่ชื่อ อิโมะสาเกที่ได้มีการเริ่มถูกส่งมาขายยังเกียวโต ที่ซึ่งปกตินำเข้าสุราและไวน์ต่างๆ จากประเทศจีน และในคริสต์ศตวรรษที่ 18 สาเกก็ได้กลายเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมสูงมากในญี่ปุ่น

จากการทำสาเกจะมีกรรมวิธีอันเป็นเอกลักษณ์พิเศษไม่เหมือนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ โดยที่ได้มีการเริ่มจากการทำความสะอาดข้าวด้วยน้ำและแช่ไว้นานประมาณ 12 ชั่วโมง แล้วจึงได้มีการนำไปนึ่งข้าว ที่นึ่งแล้วจะได้มีการนำไปผสมคลุกเคล้ากับยีสต์ ชนิดหนึ่งซึ่งจะผลิตเอนไซม์ที่เปลี่ยนแป้งจากข้าวเป็นน้ำตาล โดยใช้เวลานาน 35 ชั่วโมง เพื่อทำให้มีเอนไซม์มากขึ้น เรียกว่าโคจิ ( Koji ) เพื่อให้เกิดจากการหมักเพิ่มขึ้นผสมกับยีสต์เติบโตขึ้นอย่างช้าๆ โดยกินน้ำตาลจนเติบโตเต็มที่ใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์และเรียกว่า moto ที่ยีสต์เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จึงเป็นการเติมน้ำและข้าวนึ่งใหม่ๆลงไปเพื่อให้เกิดการเริ่มต้นประมาณ 3 สัปดาห์ เมื่อการหมักเสร็จสิ้นแล้ว ของเหลวที่ได้คือ สาเกจะถูกกรองออกมาทิ้งไว้ให้เย็น แล้วได้มีการนำเก็บไว้ในถัง เก็บบ่มระยะเวลาสั้นๆสุดท้ายจึงนำไปฆ่าเชื้อด้วยวิธีการพาสเจอไรซ์ก่อนการบรรจุขวด หรือ ถังสาเกจะมีระดับคุณภาพธรรมดา และคุณภาพพิเศษต่างกัน

สาเกมีแอลกอฮอล์สูงมากหากเทียบกับเครื่องดื่มที่ทำจากการหมักเหมือนๆกัน คือมีแอลกอฮอล์14-16 ดีกรีมีรสหวานเล็กน้อยเมื่อเริ่มดื่ม ปกติสาเกจะนิยมดื่มโดยอุ่นให้ร้อนปานกลาง เพื่อให้กลิ่นจางลงการอุ่นจะนำขวดใส่สาเกลงแช่ในอ่างน้ำร้อนประมาณ 37องศา ถึง 38องศา เป็นการเสิร์ฟแบบญี่ปุ่นจะแบ่งใส่ในขวดเซรามิคเล็กๆที่เรียกว่า Tokkuri แล้วรินใส่ถ้วยเล็กๆ ที่เรียกว่า Sakazuki ขนาดถ้วยประมาณ 1 ออนซ์ และดื่มจากถ้วยเล็กๆนี้…

Jameson Irish Whiskey
ประวัติเหล้า

Jameson Irish Whiskey เป็นวิสกี้อร่อยเป็นวิสกี้ไอริชที่ขายดีที่สุดในโลก ในปี 2562 ยอดขายต่อปีสูงถึง 8 ล้านราย

Jameson Irish Whiskey   การใช้เวลาสำหรับการหมักบ่มในถังไม้โอ้ค

เจมสันโดยรวมเป็นวิสกี้ที่มีความอร่อยที่ผมสนุกกับสิ่งที่มันเป็น มันไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกของฉันอย่างเป็นที่เรียบร้อย แต่อยู่บนโขดหินมันเป็นเรื่องดีและได้มีการผสมสุดยอดเยี่ยม ในความคิดของเจมสันเดิมเป็นเพียงเล็กน้อยในรสชาติเบากว่า Bushmills ป้ายขาวและ smidgen ไม่สมดุลกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ข้าวแสดงขึ้นเล็กน้อยมากเกินไปในจมูกและปากที่จะเป็นนักดื่มทุกวันสำหรับฉัน ยังคงเป็นสิ่งที่ดีและผมมีความสุขที่จะเห็นผู้คนจำนวนมาก “การค้นพบ” ไอริชวิสกี้เพราะมัน

ถ้าหากคุณมี Jameson ไอริชวิสกี้ที่ได้มีการเพิ่มบันทึกของคุณเองหรือความคิดในความคิดเห็นด้านล่าง
Jameson ไอริชวิสกี้รีวิว
ABV: 40%
ราคา: $ 24
Distiller: จอห์นเจมสัน & Son / Distillers Limited ไอริช @ มิดเดิลตัน
สี
ทองซีด
กลิ่น
โชยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ข้าวเป็นสิ่งแรกที่ตรงกับจมูกตามด้วยน้ำผึ้งลูกแพร์และชัดเจนอย่างมากกว่าผลไม้สวนผลไม้สุก บิตของมอลต์และส้ม A ของเราจะเดินไปรอบ ๆ ในนั้นมีคุณภาพที่เต็มไปด้วยฝุ่นแปลกทำงานตลอด

TASTE
ไฟและเครื่องดื่มชิมสะอาดที่ได้มีการเริ่มออกไปกับมอลต์, วานิลลาและภายใต้ส้มสุก รวมอยู่ในแพคเกจรสนี้คือในบางส่วนบันทึกหญ้าโกโก้และผลไม้ที่ไม่ชัดเจนที่ขอบบนกล้วยกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้คำสั่งที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านหลังที่มีเพียงสัมผัสของคาราเมลเลื่อนไปรอบ ๆ…

ไวน์องุ่น
ประวัติไวน์

ไวน์องุ่น เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำจากองุ่นหรือผลไม้อื่นหมัก สมดุลเคมีธรรมชาติ

ไวน์องุ่น    เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำจากองุ่นหรือผลไม้อื่นหมัก

ไวน์ได้มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกที่ได้มีการพบว่า “ยีสต์” หรือ เชื้อราขนาดเล็ก เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ โดยที่ได้มีอาศัยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน เป็นการหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ นอกจากนี้อาจจะได้มีการเติมยีสต์เข้าไปอีก เพื่อช่วยในกระบวนการหมัก ไวน์แดงทำมาจากองุ่นแดง ที่หมักเชื้ออุณหภูมินานประมาณ 2 สัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิ 21-29 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวทำมาจากองุ่นเขียวขาว หมักเชื้อที่อุณหภูมิ 10-15 เซลเซียส นานประมาณ 3-6 สัปดาห์

จากขั้นตอนคร่าวๆที่ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ เพื่อที่จะได้มีการสกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงได้มีการนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากนี้จะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย
ในยุคอียิปต์โบราณ ในการเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วมีแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อในทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยที่คนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้…

ชีวาส รีกัล
ประวัติเหล้า

ตระกูล ชีวาส รีกัล และได้คิดค้นและปรุงสก็อตวิสกี้จนมีรสชาติเป็นที่ยอมรับ

ชีวาส รีกัล  เป็นวิสกี้ที่แตกต่างจากสก็อตวิสกี้ทั่วไป ด้วยการใช้ผู้เชี่ยวชาญในการปรุงวิสกี้

ชีวาส รีกัล สก็อตช์วิสกี้ชั้นที่ได้มีการนำระดับโลกโดยบริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด สุรนาถ ดวงก้งแสน เป็นผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์และสื่อดิจิตอล ชีวาส รีกัล (Chivas Regal) บริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด จัดเวิร์คช็อป “Chivas The Blend” ที่ชวนต้องลองอยากให้สัมผัสประสบการณ์ในการเบลนด์วิสกี้ในแบบฉบับของตัวคุณเอง

โดยที่สามารถรังสรรค์ให้ได้รสชาติอย่างที่คุณต้องการ ซึ่งจะได้มีเพียงขวดเดียวในโลก โดยทางชีวาสได้มีการนำวิสกี้แบบซิงเกิ้ลมอลต์ (Single malt whisky) ชั้นเลิศจาก 5 ภูมิภาคของประเทศสก็อตแลนด์เพื่อมาให้ทดลองในการผสมผสานเพื่อให้เกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยที่งานจัดขึ้นที่ Manhattan Bar โรงแรม JW Marriott Bangkok ที่ผ่านมา

ศาสตร์และศิลป์การเบลนด์สก็อตช์วิสกี้ของชีวาสที่คงไว้มีซึ่งความเป็นเลิศและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะลืมเลือน โดยที่ได้มีการเริ่มต้นจากสองพี่น้องตระกูลชีวาส เจมส์ และจอห์น ในการใช้ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ในการเข้าใจ ในการเข้าถึงกลิ่นและรสอันหลากหลายในสก็อตช์วิสกี้

เพื่อควบคุมส่วนผสมและผสานรสชาติให้เข้ากันจนเกิดเป็นความสมดุลของสุนทรียรส โดยที่ได้มีการนำซิงเกิ้ลมอลต์ชั้นเลิศที่ผ่านการหมักบ่มมาอย่างดี คิดค้นและเป็นการปรุงสก็อตช์วิสกี้จนเกิดรสชาตินุ่มนวล กลิ่นหอม ที่มีความโดดเด่น ที่น่าหลงใหลจนไปทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งผ่านกรรมวิธีอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ทำให้ได้วิสกี้ที่แตกต่างจากสก็อตช์วิสกี้ทั่วไป

ภายในงานต้อนรับด้วยค็อกเทลซิกเนเจอร์ของชีวาส รีกัลโดยใช้ชีวาส เอ็กซ์ตร้า ที่ได้มีกลิ่นหอมชวนหลงใหลและน่าค้นหา เดอะ พั้นซ์ (The Punch) รสชาติเปรี้ยวอมหวาน และ โอลด์ แฟชั่น (Old Fashioned) ต้นตำรับค็อกเทลสไตล์เข้ม

ก่อนที่จะได้มีการเริ่มด้วยการบอกเล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเจมส์ และจอห์น พี่น้องตระกูลชีวาสผู้นำศาสตร์แห่งการผสมสก็อตช์วิสกี้ ต่อด้วยการให้ความรู้ระดับพื้นฐานเกี่ยวกับ สก็อตช์วิสกี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องคุณภาพและศาสตร์แห่งการทำวิสกี้

การทำวิสกี้นั้นจะประกอบไปด้วย ข้าวบาร์เล่ย์ น้ำธรรมชาติ และยีสต์ โดยชีวาสจะใช้ข้าวบาร์เล่ย์จากพื้นที่เดิมที่เคยใช้มาตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อที่จะได้มีการนำมาบดและสีจนได้เป็นมอลต์ ที่ถัดมาจนจึงได้มีการนำมอลต์มาผสมกับน้ำ ที่เติมยีสต์เข้าไปเพื่อทำการหมัก หลังจากผ่านไปสองวันยีสต์จะเปลี่ยนเป็นวอร์ช (Wash) ของเหลวคล้ายเบียร์ ซึ่งในขั้นตอนต่อไปที่ได้มีการนำมากลั่นในหม้อทองแดง

ซึ่งในรูปร่างของหม้อกลั่นจะได้มีผลต่อรสชาติ เพราะหม้อกลั่นจะมีฤทธิ์ในการดูดซับสิ่งปนเปื้อนที่ไม่ต้องการออกไป ในสิ่งที่ออกมาจากหม้อกลั่นก็จะเป็นเหมือนน้ำใสๆ ที่สามารถเรียกว่า White Spirits ในส่วนขั้นตอนสุดท้ายคือขั้นตอนที่ยาวนานที่สุด ก็คือเป็นการนำไปบ่มในถังไม้โอ๊ค วิสกี้จะทำหน้าที่ดูดซึมซับสี คาแร็คเตอร์ รวมไปจนถึงรสชาติ ออกจากไม้โอ๊คจนได้วิสกี้ที่ได้คุณภาพในที่สุด ซึ่งแต่ละถังของวิสกี้จะให้รสชาติที่แตกต่างกันออกไป โดยที่จะต้องบ่มไว้ไม่ต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งตั้งแต่ที่ได้มีการเริ่มกระบวนการจนจบทุกขั้นตอนการผลิตจะทำที่ประเทศสก็อตแลนด์เท่านั้น

ในการเบลนด์สก็อตช์วิสกี้ คือการนำซิงเกิ้ลมอลต์จากหลายๆ ที่ได้มาผสมผสานกัน มอลต์จะให้รสชาติที่มีการแตกต่างกัน ในส่วนเกรนวิสกี้ที่ต้องทำจากธัญพืชต่างๆ จะให้ความสมดุล ได้รสชาติที่ดี นุ่มและเบาบาง การเบลนด์ สก็อตช์วิสกี้ต้องใช้ทักษะและศิลปะขั้นสูงในการทำเครื่องดื่ม โดยในทางชีวาสใช้ซิงเกิ้ลมอลต์ 5 ชนิดจาก 5 ภูมิภาคของประเทศสก็อตแลนด์ ที่ได้มาผสมผสานรังสรรค์ให้ได้วิสกี้ที่สมบูรณ์แบบ และก่อนที่จะได้มีการทดลองการเบลนด์นั้นทางชีวาสได้มีการจัดเตรียม Chivas Regal 12 และ Chivas Regal Extra ให้ได้ลิ้มลองและได้มีการสัมผัสรสชาติ ต่อมาขั้นตอนของการเบลนด์สก็อตช์วิสกี้ จะเป็นการเริ่มโดยการชิมซิงเกิ้ลมอลต์แต่ละชนิด เพื่อที่ดื่มด่ำและเข้าถึงความซับซ้อน ก่อนที่จะได้มีการนำมาผสมกันตามสไตล์ของตัวเอง โดยการใช้หลอดแก้วปิเปตต์ (Glass Pipette) ดูดซิงเกิ้ลมอลต์แต่ละชนิดแล้วหยดลงในแก้วบีกเกอร์ (Glass Beaker) จากนั้นใช้ไม้คน (Stirrer) ให้เข้ากัน ซึ่งสามารถผสมผสานกันได้โดยไร้กฎเกณฑ์ใดๆ จนกว่าจะได้รสชาติที่กลมกล่อมที่สุดของวิสกี้ในแบบฉบับของคุณเอง ทั้งนี้ ทางชีวาสได้มอบวิสกี้ที่แต่ละท่านเบลนด์เองให้เป็นของที่ระลึกอีกด้วย…

เมอริเดียน
ประวัติเหล้า

เมอริเดียน เสริมทัพบุกตลาดพรีเมี่ยม มั่นใจชูจุดเด่นภาพลักษณ์ทันสมัย ดีไซน์สวยหรู

เมอริเดียน  หอมนาน มุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟสไตล์ชื่นชอบความแตกต่าง

ไทยเบฟ ที่ได้มีการขยายอาณาจักรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยที่ได้มีการเปิดตัวบรั่นดี “เมอริเดียน” ที่ได้มีการเสริมทัพบุกตลาดพรีเมี่ยม มั่นใจชูจุดเด่นภาพลักษณ์ทันสมัย ที่ได้มีการดีไซน์สวยหรู และได้มีการคัดวัตถุดิบคุณภาพ รสชาตินุ่มนวล หอมนาน ที่ได้มุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟสไตล์ชื่นชอบความแตกต่าง ที่ได้มีการเปิดเผยกลยุทธ์เชิงรุกบุกตลาดทุกช่องทาง ของหนุนที่ได้มีการจัดกิจกรรมเข้าถึงตัวผู้บริโภค เพื่อเป็นการย้ำจุดแข็งช่องทางจำหน่ายเดินหน้ากระจายสินค้าทั่วประเทศ

นายวิโรจน์ จันทรโมลี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ที่ได้มีการเปิดเผยว่า แนวทางการที่ได้มีการทำตลาดในปีนี้ ยังคงให้ความสำคัญในเรื่องของกลยุทธ์พรีเมี่ยม ไมเซชั่น (Premiumization) หรือเป็นการการสร้างภาพลักษณ์สินค้าให้มีความทันสมัย โดยที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นชัดเจน ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม โดยเมื่อล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มบรั่นดี ภายใต้แบรนด์ “เมอริเดียน” (MERIDIAN) โดยที่ได้มีการออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายเข้าสู่ตลาดสินค้าในกลุ่มบรั่นดี และได้มีการผลักดันให้ไทยเบฟก้าวขึ้นมาเป็นผู้ที่ได้มีการนำตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีความแข็งแกร่งและมีสินค้าครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งในกลุ่มสุราสี กลุ่มสุราขาว กลุ่มสุราสมุนไพร และกลุ่มบรั่นดี

โดยที่มีความโดนเด่นของบรั่นดีเมอริเดียนอยู่ตรงที่ความเป็นบรั่นดีเกรด V.S.O.P (Very Special Old Pale) คัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติ ทั้งองุ่นและผลไม้ชนิดอื่นมาหมัก กลั่น แล้วนำไปบ่มในถังไม้โอ้คนานกว่า 4 ปี เพื่อให้ได้รสชาติกลมกล่อมและปริมาณแอลกอฮอลล์ 38 ดีกรี นอกจากนี้ ยังได้มีการสร้างความแตกต่างด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ได้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พิถีพิถันกับทุกรายละเอียด โดยที่ได้มีการแบ่งออกเป็นขนาด 700 มิลลิลิตร บรรจุอยู่ในขวดแก้วใส รูปทรงทันสมัย ฝาปิดทรงเพชรพร้อมจุกกันปลอม กล่องพิมพ์ลายสีทอง ที่ได้ทำจากวัสดุอย่างดี ส่วนขนาด 350 มิลลิลิตร ด้านหลังขวดโค้งเว้าเป็นพิเศษ ฝาปิดทำจากโลหะเคลือบสีดำพิมพ์ลายทองสวยงาม เหมาะกับกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่

นายวิโรจน์ โดยที่ได้มีการกล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดบรั่นดีถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ยังคงได้มีศักยภาพและโอกาสทางการตลาดค่อนข้างสูง โดยในปีที่ผ่านมามีมูลค่าตลาดรวมถึง 9,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1. 7 ล้านลังต่อปี คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 5-10% ซึ่งในขณะที่คู่แข่งขันยังมีน้อยราย ทำให้ไทยเบฟฯ มั่นใจที่จะลงไปช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดดังกล่าว โดยวางตำแหน่งสินค้าให้อยู่ในกลุ่มบรั่นดีระดับพรีเมี่ยมเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ อายุระหว่าง 25 – 35 ปี ซึ่งส่วนใหญ่มี ไลฟ์สไตล์ชื่นชอบสินค้าที่มีเอกลักษณ์ทันสมัยแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ในตลาด

สำหรับกลยุทธ์ในทางการตลาดจะได้มีการเน้นกิจกรรมที่เจาะเข้าถึงตัวผู้บริโภคโดยตรง ผ่านรูปแบบการออกโรดโชว์แนะนำสินค้าและได้เป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับร้านอาหารชื่อดังกว่า 220 ร้านใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการสื่อสารผ่านทุกช่องทางหลัก อาทิ ภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ เคเบิลทีวี หนังสือพิมพ์ และสื่อกลางแจ้งต่างๆ ภายใต้งบประมาณ 100 ล้านบาท ประกอบกับการใช้ช่องทางกระจายสินค้าที่มีความแข็งแกร่งของไทยเบฟซึ่งมีศักยภาพในการกระจายสินค้าได้รวดเร็วและครอบคลุมทั่วประเทศ จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเป็นการช่วยผลักดันให้บรั่นดีเมอริเดียนประสบความสำเร็จและสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในปีแรกได้ประมาณ 10 %

“เมอริเดียนเป็นบรั่นดีเกรดพรีเมี่ยมที่ผ่านขั้นตอนการวิจัยและได้มีการพัฒนาสินค้าจนได้รสชาติกลมกล่อม นุ่มนวล หอมนาน ถูกใจผู้บริโภค โดยเริ่มทดลองวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อและโมเดิร์นเทรดเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วและก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์นี้ก็จะมีสินค้าออกวางจำหน่ายครบทุกช่องทางทั่วประเทศพร้อมกันทั้ง 2 ขนาด และคาดว่าในปี 2554 ที่จะได้มีการขยายความร่วมมือจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายกับร้านอาหารเพิ่มอีก 20 จังหวัด เพื่อเป็นการผลักดันเป้าหมายการเติบโตซึ่งตั้งไว้ปีละประมาณ 10%” นายวิโรจน์ โดยที่ได้มีการกล่าว…