นักดื่ม แชมเปญ ที่จะต้องควรรู้
ประวัติแชมเปญ

นักดื่ม แชมเปญ ที่จะต้องควรรู้ เป็นชื่อของเขตหนึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปารีส

นักดื่ม แชมเปญ ที่จะต้องควรรู้ นิยมดื่มเพื่อแสดงความยินดีต่อกันในโอกาสพิเศษต่างๆ 

นักดื่ม แชมเปญ ที่จะต้องควรรู้

แชมเปญ (Champagne)เป็นเครื่องดื่มที่อัดเต็มไปด้วยก๊าซที่มีแอลกอฮอล์ที่เก่าแก่มากที่สุด รู้จักกันมานานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1668 โดยที่นักสอนศาสนาชาวฝรั่งเศสที่ค้นพบโดยบังเอิญ จากที่การนำน้ำองุ่นมาหมักทำให้เกิดปฏิกิริยาในการเปลี่ยนแปลงให้น้ำตาลไปเป็นแอลกอฮอล์โดยยีสต์ แต่น้ำตาลก็เลยเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ไม่หมดเลย ดังนั้นเมื่อหมักทิ้งไว้จึงเกิดการหมักได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอีก จึงมีฟองและรสซ่่ามากว่าไวน์ทั่วไป แอลกอฮอล์มีประมาณ10-13 ดีกรี มักบรรจุใส่ขวด เมื่อเปิดขวดก็จะมีเสียงดังจากก๊าซที่บรรจุอยู่ดันออกมาและจะมีฟองออกมามาก นิยมดื่มเพื่อเอาไว้แสดงความยินดีต่อซึ่งกันและกันในโอกาสที่พิเศษต่างๆ เช่น วันคล้ายวันเกิด วัยแต่งงาน

แชมเปญเป็นไวน์ที่มีก๊าซซึ่งได้มีวิธีการหมักจากองุ่นเพียง 3 พันธุ์ ในเขตของชองปาญ คือ องุ่นขาวพันธุ์ชาดงเน (Chardonnay)องุ่นแดงพันธุ์ปิโนนัว (Pinot Noir)และพันธุ์ปิโนเมอเนีย (Pinot Meunier)องุ่นพันธุ์ดังกล่าวก็จะถูกเก็บเกี่ยวก่อนที่จะแก่เต็มที่ มีน้ำตาลประมาณ 17-19 บริกซ์ (brix) จึงมีความเป็นกรดอย่างสูง ซึ่งจะทำให้ได้แชมเปญที่มีรสชาติสดใส ดื่มแล้วรู่สึกสดชื่น อาจจะใช้องุ่นขาวผสมกับองุ่นแดงในสัดส่วนร้อยละ 70:30 หรืออาจใช้องุ่นขาวร้อยละ 98 แต่องุ่นแดงจะต้องแยกเปลือกออกก่อนที่จะนำไปหมักเพื่อให้แชมเปญที่ได้มีสีเหลืองอ่อน

กระบวนการผลิตแชมเปญ
แชมเปญได้จากการนำเทเบิลไวน์ (table wine)ซึ่งอาจจะเป็น ไวน์แดง ไวน์ขาว หรือไวน์ชมพูมาหมักซ้ำ หรืออาาจะหมักเป็นครั้งที่สองโดยการเติมยีสต์และน้ำตาลให้เกิดการหมักต่อไปอีกได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเก็บก๊าซนี้เอาไว้ในขวด หรืออาจจะได้จากการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงในไวน์ด้วยความดันสูง

การผลิตแชมเปญมี 4 วิธี แต่ละวิธีจะให้แชมเปญที่มีคุณภาพและราคาต่างกันดังนี้

1. วิธีอัดก๊าซ (Artificial Carbonation)ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายสุดและรวดเร็วสุดในการผลิต เป็นวิธีที่คล้ายกับการทำโซดาคือ อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงในไวน์ที่ได้จากการบ่มองุ่น วิธีนี้จะทำให้ฟองก๊าซที่ขึ้นจะมีขนาดใหญ่มาก ทีทจำทำให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากเปิดขวด และฟองคงอยู่ได้ไม่นานเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง แชมเปญที่ผลิตโดยวิธีนี้จึงมีคุณภาพต่ำ

2. วิธีทำให้เกิดก๊าซในถัง (bulk or Charmat method)จะนำไวน์ไปต้มในถังเป็นเวลา 12-16 ชั่วโมง แล้วค่อยนำทำให้เย็นทันที จากนั้นจึงปั๊มไวน์ไปยังอีกถังหนึ่ง แล้วเติมยีสต์และน้ำตาลให้เกิดการหมักเป็นเวลา 15-20 วัน ก็จะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปั๊มไวน์ที่มีก๊าซอยู่ไปทำให้ใสในถังโดยทำให้เย็นที่อุณหภูมิ -1 องศาเซลเซียส แล้วจึงนำไปบรรจุภายใต้ความดัน วิธีนี้จะสามารถผลิตแชมเปญได้ภายในเวลา 1 เดือน ค่าใช้จ่ายก็จะไม่แพงมากนัก และได้แชมเปญที่มีคุณภาพดีมากยิ่งขึ้น จะดีกว่าวิธีทำครั้งแรกอีด้วย

3. วิธีการแบบแชมเปญ (Champagne method)เป็นวิธีที่ซับซ้อนมาก และ ยุ่งยากใช้เวลานานพอสมควรและค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงที่สุด แต่ก็จะสามารถทำให้ได้แชมเปญที่มีคุณภาพดีมากที่สุด หลังจากรินใส่แก้วแล้วก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะอยู่ได้นานกว่าวิธีอื่นๆ จึงทำให้มีราคาสูงมาก และจะเป็นวิธีการเดียวเท่านั้นที่กฎหมายของประเทศฝรั่งเศสให้ใช้ในการผลิตของแชมเปญ เป็นวิธีการโดยเติมยีสต์และน้ำตาลลงในขวดที่มีไวน์บรรจุอยู่ ปิดจุกไม้คอร์ก ทิ้งไว้ให้เกิดการหมักที่อุณหภูมิ 10-12 องศาเซลเซียส จนเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และแอลกอฮอล์ เมื่อการหมักเกิดขึ้นสมบูรณ์แบบแล้วนำไปเก็บบ่มไว้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี ในห้องเก็บโดยการวางคว่ำขวดต้องเอียง เพื่อที่จะให้ตะกอนที่เกิดขึ้นมารวมกันที่คอขวด กำจัดตะกอนออกแล้วทำจะให้บริสุทธิ์

4. วิธีหมักในขวด (transfer method)เป็นการเลียนแบบวิธีการทำแชมเปญของฝรั่งเศสโดยให้การหมักให้เกิดก๊าซในขวดเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเกิดก๊าซและการบ่มเพียงพอแล้ว จะถ่ายผ่านสายกรองไปยังขวดที่จะต้องการบรรจุโดยใช้แรงดันของก๊าซ เป็นวิธีนี้จะได้แชมเปญที่มีคุณภาพดีพอสมควร ราคาปานกลาง และจะระบุบนฉลากว่า “fermented in bottle”

การเก็บรักษาและจัดจำหน่าย
แชมเปญที่มีการว่างจำหน่ายและได้รับความนิยมมากที่สุด เป็นแชมเปญที่ผลิตจากประเทศฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีการนำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย โดยบรรจุในใส่ขวดทรงแชมเปญที่มีกระดาษตะกั่วหุ้มทับจุกคอร์กอีกครั้งหนึ่ง มีปริมาตรสุทธิ 750 มิลลิลิตร และจะมีการระบุคุณภาพ แหล่งผลิต ปริมาตรสุทธิ ผู้จัดจำหน่ายบนฉลากขวด การเก็บรักษาแชมเปญจะต้องเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 12-15 องศาเซลเซียส และวางขวดตามแนวนอนเพื่อไม่ให่จุกคอร์กแห้ง ซึ่งจะทำให้เกิดการหดตัวลงของจุกคอร์ก และจะทำเกิดการเสื่อมเสียได้จากแบคทีเรีย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *