Remy Martin
ประวัติเหล้า

ประวัติความเป็นมาของ Remy Martin เครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงที่สุดของฝรั่งเศสและโลก

ประวัติความเป็นมาของ Remy Martin  ผู้ที่ชื่นชอบแอลกอฮอล์ชั้นยอดมองว่าเป็นรูปแบบของรสชาติที่หลากหลายและมีกลิ่นหอม

ประวัติความเป็นมาของ Remy Martin

เมื่อในปี 1942 ทางแบรนด์ก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนจากประเภท VS เป็น VSOP

ซึ่งได้แตกต่างจากข้อบ่งชี้ครั้งแรกบนฉลากของแหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์ของการเครื่องดื่ม พื้นฐานของมันคือองุ่นที่ดีที่สุดจากภูมิภาค Gran และ Petit Champagne คอนญัก “Remy Martin” VSOP (บทวิจารณ์ที่ดีมาก) เกือบจะทันทีที่ได้รับตำแหน่งผู้นำในตลาดหลังจากที่ได้รับคำชมจากซอมเมลิเย่ร์ที่มีชื่อเสียง ปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินขบวนชัยชนะไปทั่วโลก กว่า 70 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่นั้นมา แต่ตำแหน่งของคอนยัคยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ทุกวันนี้บ้านคอนญัก “Remy Martin” ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สองของโลกรองจาก “Hennessey” อย่างไรก็ตามมันไม่ได้แย่ไปกว่ายุคหลังทั้งในด้านรสชาติและความนิยม เครื่องดื่มของชนชั้นสูงทุกหยดถูกสร้างขึ้นตามเทคโนโลยีเก่า ๆ ที่เป็นสูตรและสัดส่วนที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเป็นเวลาสองร้อยปีแล้ว แฟน คลับ ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในตำนานที่ได้ลิ้มลองผลงานศิลปะของคอนญักที่แท้จริงสร้างขึ้นด้วยความร้อนแรงและความหลงใหลที่สร้างสรรค์ขึ้น ความลับที่ได้รับของความสำเร็จของ Remy Martin นั้นง่าย – การขัดขืนไม่ได้ของประเพณีอุทิศให้กับธุรกิจของครอบครัวและความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นเลิศ

คอนญัก “Remy Martin” – เครื่องดื่มที่มีสีเหลืองอำพันเป็นประกายอิฐไม่มีสิ่งสกปรกใส มันถูกก็เรียกขึ้นว่าแอลกอฮอล์ที่แข็งแกร่งสวยงามอย่างหมดจด ขุนนาง, สว่าง, แห้ง ในเวลาเดียวกันรสชาติที่เข้มข้นของคอนยัคด้วยเสียงที่แปลกใหม่และค้างอยู่นานได้รับรางวัลแฟนคลับ นับล้านในทุกส่วนของโลก พิจารณาแบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุด Remy Martin ซึ่งแต่ละอันมีรสชาติที่พิเศษและเป็นธรรมชาติของเธอเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม VODKA ที่ต้องควรรู้
ประวัติVODKA

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม VODKA ที่ต้องควรรู้ ว่าได้รับความนิยมไปทั่วโลกนั้น คงเป็นเพราะว่าไม่มีกลิ่นฉุนเหมือน

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม VODKA ที่ต้องควรรู้ ทำให้สามารถผสมกับผลไม้ต่างๆได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นดื่มกับมะนาวฝานจิ้มเกลือ

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม VODKA ที่ต้องควรรู้

‘VODKA’เป็นเครื่องดื่มที่มาจากแดนหมีขาว เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ขาดไม่ได้ในปาร์ตี้ วันนี้เรามี 8 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเจ้าVodka มาแนะนำกัน
เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำพวก Vodka นั้นเริ่มดื่มกันในประเทศกลุ่มสแกนดิเวีย(พวกรัสเซีย ยูเครน แถบยุโรปตะวันออกนั่นเอง) โดยที่พวกเค้าจะนำVodkaไปแช่ธามกลางหิมะให้มีเกล็ดน้ำแข็งขึ้นรอบแก้ว การดื่มVodkaที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงจะทำให้ร่างกายนั้นรู้สึกอบอุ่นขึ้น สิ่งที่ทำให้เจ้าVodkaได้รับความนิยมไปทั่วโลกนั้น คงเป็นเพราะการที่ตัว Vodka ไม่มีกลิ่นฉุนเหมือน Whiskey หรือพวก Gin ต่างๆ ทำให้สามารถผสมกับผลไม้ต่างๆได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นดื่มกับมะนาวฝานจิ้มเกลือ หรือแม้แต่ผสมเป็น Cocktails ชื่อดังต่างๆมากมาย

เรามาดูกันแบบเจาะลึกกันดีกว่าครับ ว่าสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ Vodka กันเถอะ

1. ส่วนผสมหลักที่ลงตัว
Wheat เป็นส่วนผสมหลักที่สำคัญมากที่สุด ยิ่งWheatที่ะชมีคุณภาพมากเท่าไร Vodka ยิ่งมีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น แล้ว Wheat แบบไหนล่ะที่มีคุณภาพ? คำตอบก็คือ Wheatที่มีอัตราส่วนของแป้งและโปรตีนอยู่ในระดับที่สมดุลกัน ซึ่งWheat ดังกล่าวนี้ จะต้องไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลงต่างๆอันเป็นการรบกวนการให้ผลผลิตที่เพอร์เฟคของWheat ด้วยสภาพอากาศที่หนาว แมลงและสิ่งมีชีวิตต่างๆไม่อาจทำอะไรเหล่าพืชได้ การใช้สารเคมีต่างๆก็แทบจะไม่มี ยิ่งโรงงานVodka มีไร่ปลูก Wheat เป็นของตัวเองอีกแล้วละก็ กระบวนการควบคุมก็จะแม่นยำขึ้นไปอีก

2. ส่วนผสมย่อยที่เข้าท่า
‘น้ำ’ คือในสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในประบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่การให้น้ำพืชที่ใช้ในการกลั่น ไปจนถึงการบด แต่กระบวนการที่สำคัญมากที่สุดที่มีน้ำเกียวข้อง คือ กระบวนการทำให้เจือจาง(Dilution) นั่นเองครับ การผลิต Vodka จะต้องใช้น้ำที่บริสุทธิ์ เพื่อที่จะให้ได้แอลกอฮอล์ต่อปริมาตรที่เปี่ยมไปได้คุณภาพที่ดีมากที่สุด เพราะฉะนั้นการคำนึงถึงน้ำเหล่านี้ต้องมีการพิจารณาถึงปัจจัยเหลานี้อีกด้วย

โชคดีที่โรงงานของ Absolute Elyx ที่ตั้งอยู่ในบริเวณแหล่งน้ำใต้ดินพอดี ทำให้คุณภาพน้ำนั้นยิ่งดีอยู่แล้ว พอนำมาเข้ากระบวนการทำให้น้ำบริสุทธิ์ น้ำยิ่งดีขึ้นไปอีกจนกล่าวจะได้ว่า วอดก้าของแบรนด์นั้นมีความละเอียดเหมือนเส้นไหม อะไรกันอย่างงั้นเลยทีเดียว

3. ความบริสุทธิ์ผุดผ่องจากทองแดง
Copper หรือทองแดงนั้น โดยจะใช้ในวงการการก่อสร้างและไฟฟ้าเป็นหลักมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว คุณรู้หรือไม่ว่า ธาตุทองแดงนั้นได้นำมาใช้ในการกลั่นวอดก้าอีกด้วย!? Absolute Elyx แบรนด์หรูของวงการ ได้นำทองแดงมาใช้ในกระบวนกลั่นให้ได้วอดก้าที่หอมละมุน บริสุทธิ์ และชุ่มครีมเป็นที่สุด

4. เจมส์บอนด์มาตินี่007
จริงหรือไม่ที่ Martini Cocktailชื่อดังของหนุ่มสายลับอังกฤษนั้น ‘เขย่าแต่ไม่ต้องคน’ คำพูดนี้ไม่จริง เพราะ Bartenders เห็นว่าการคนมาร์ตินี่นั้นจะช่วยให้รสชาติดีกว่าการเขย่า Jonas Tahlin กล่าวว่า ”การเขย่านั้นง่ายกว่ามากก็จริง แต่มันจะยากมากในการควบคุมไม่ให้น้ำแข็งแตกจนไปเจือจางรสชาติอันนุ่มละมุนของวอดก้า ดังนั้น การคนจึงจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าในการชง Cocktail

5. สุขภาพดีปลอดกลูเตน
ในกระบวนการกลั่นของVodka ดังนั้นจะไม่มีการใส่สาร Gluten ลงไปแน่นอน เจ้าสาร Glutenนี้ จะเป็นส่วนผสมหนึ่งในการหมักVodka คนไทยอาจจะยังไม่ค่อยรู้จักมากนัก เพราะส่วนมากทานข้าวกัน แต่Glutenนี้มักจะไปขัดขวางการดูดซึมอาหารในกลุ่มคนบางพวกได้ ในบางรายจะมีการแพ้กลูเตนแบบรุนแรง ซึ่ง Vodka เข้าใจในจุดๆนี้เป็นอย่างดี

6. ความหรูหราเหนือกาลเวลา
Jonas Tahlin หนึ่งในผู้บริหารของAbsolute Elyx ได้กล่าวว่า ‘เมื่อคุณรู้ส่วนผสมต่างๆในการสร้างเหล้าของคุณแล้ว คุณจะควบคุมกระบวนได้ทุกๆอย่าง ในขั้นตอนที่ให้ออกมาเพอร์เฟคที่สุด’ ทำให้ได้วอดก้าที่มีคุณภาพที่ดีมากที่สุด และเมื่อรวมกับกาลเวลาที่Vodkaยืนหยัดคู่กับโลกใบนี้มานาน ทำให้คุณมีค่าของเครื่องดื่มเข้าข่ายความสมบูรณ์แบบที่ดีที่สุด

7. สิ่งแวดล้อมต้องมาก่อน
Absolut Elyx หนึ่งในบริษัทดังในวงการวอดก้า ก็จะออกมาเผยว่า บริษัทมีนโยบายที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุดในทุกๆกระบวนการของวอดก้า การรัวไหลของของเสียสารเคมีและปุ๋ยต่างๆในโรงงาน Vodka จะไม่มีทางการเกิดขึ้นด้วยนโยบายที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของแบรนด์

8. ทุกความคาดหวัง Vodka คือคำตอบ
Vodkaที่ดีนั้นนอกจากจะไม่มีกลิ่นแล้วยัง ไม่มีสี ไม่มีรสชาติ ทำให้มียังมีรสชาติต่างๆนาๆอีกด้วย เช่น ราสบ์เบอรี่ แอปเปิ้ล มินท์ แต่นี่ไม่ได้เป็นคำพูดที่เป็นจริงเสมอไป เพราะนอกจาก Vodka ยังอร่อยในตัวมันเองและผลไม้ต่างๆแล้ว(Cocktail) Vodka ยังผสมกับ Whisky ชนิดอื่นๆได้อีกด้วย นั่นแสดงให้เห็นว่า Vodka ขวดเดียวก็เฟี้ยวไปได้ทั้งคืน

นักดื่ม แชมเปญ ที่จะต้องควรรู้
ประวัติแชมเปญ

นักดื่ม แชมเปญ ที่จะต้องควรรู้ เป็นชื่อของเขตหนึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปารีส

นักดื่ม แชมเปญ ที่จะต้องควรรู้ นิยมดื่มเพื่อแสดงความยินดีต่อกันในโอกาสพิเศษต่างๆ 

นักดื่ม แชมเปญ ที่จะต้องควรรู้

แชมเปญ (Champagne)เป็นเครื่องดื่มที่อัดเต็มไปด้วยก๊าซที่มีแอลกอฮอล์ที่เก่าแก่มากที่สุด รู้จักกันมานานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1668 โดยที่นักสอนศาสนาชาวฝรั่งเศสที่ค้นพบโดยบังเอิญ จากที่การนำน้ำองุ่นมาหมักทำให้เกิดปฏิกิริยาในการเปลี่ยนแปลงให้น้ำตาลไปเป็นแอลกอฮอล์โดยยีสต์ แต่น้ำตาลก็เลยเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ไม่หมดเลย ดังนั้นเมื่อหมักทิ้งไว้จึงเกิดการหมักได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอีก จึงมีฟองและรสซ่่ามากว่าไวน์ทั่วไป แอลกอฮอล์มีประมาณ10-13 ดีกรี มักบรรจุใส่ขวด เมื่อเปิดขวดก็จะมีเสียงดังจากก๊าซที่บรรจุอยู่ดันออกมาและจะมีฟองออกมามาก นิยมดื่มเพื่อเอาไว้แสดงความยินดีต่อซึ่งกันและกันในโอกาสที่พิเศษต่างๆ เช่น วันคล้ายวันเกิด วัยแต่งงาน

แชมเปญเป็นไวน์ที่มีก๊าซซึ่งได้มีวิธีการหมักจากองุ่นเพียง 3 พันธุ์ ในเขตของชองปาญ คือ องุ่นขาวพันธุ์ชาดงเน (Chardonnay)องุ่นแดงพันธุ์ปิโนนัว (Pinot Noir)และพันธุ์ปิโนเมอเนีย (Pinot Meunier)องุ่นพันธุ์ดังกล่าวก็จะถูกเก็บเกี่ยวก่อนที่จะแก่เต็มที่ มีน้ำตาลประมาณ 17-19 บริกซ์ (brix) จึงมีความเป็นกรดอย่างสูง ซึ่งจะทำให้ได้แชมเปญที่มีรสชาติสดใส ดื่มแล้วรู่สึกสดชื่น อาจจะใช้องุ่นขาวผสมกับองุ่นแดงในสัดส่วนร้อยละ 70:30 หรืออาจใช้องุ่นขาวร้อยละ 98 แต่องุ่นแดงจะต้องแยกเปลือกออกก่อนที่จะนำไปหมักเพื่อให้แชมเปญที่ได้มีสีเหลืองอ่อน

กระบวนการผลิตแชมเปญ
แชมเปญได้จากการนำเทเบิลไวน์ (table wine)ซึ่งอาจจะเป็น ไวน์แดง ไวน์ขาว หรือไวน์ชมพูมาหมักซ้ำ หรืออาาจะหมักเป็นครั้งที่สองโดยการเติมยีสต์และน้ำตาลให้เกิดการหมักต่อไปอีกได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเก็บก๊าซนี้เอาไว้ในขวด หรืออาจจะได้จากการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงในไวน์ด้วยความดันสูง

การผลิตแชมเปญมี 4 วิธี แต่ละวิธีจะให้แชมเปญที่มีคุณภาพและราคาต่างกันดังนี้

1. วิธีอัดก๊าซ (Artificial Carbonation)ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายสุดและรวดเร็วสุดในการผลิต เป็นวิธีที่คล้ายกับการทำโซดาคือ อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงในไวน์ที่ได้จากการบ่มองุ่น วิธีนี้จะทำให้ฟองก๊าซที่ขึ้นจะมีขนาดใหญ่มาก ทีทจำทำให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากเปิดขวด และฟองคงอยู่ได้ไม่นานเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง แชมเปญที่ผลิตโดยวิธีนี้จึงมีคุณภาพต่ำ

2. วิธีทำให้เกิดก๊าซในถัง (bulk or Charmat method)จะนำไวน์ไปต้มในถังเป็นเวลา 12-16 ชั่วโมง แล้วค่อยนำทำให้เย็นทันที จากนั้นจึงปั๊มไวน์ไปยังอีกถังหนึ่ง แล้วเติมยีสต์และน้ำตาลให้เกิดการหมักเป็นเวลา 15-20 วัน ก็จะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปั๊มไวน์ที่มีก๊าซอยู่ไปทำให้ใสในถังโดยทำให้เย็นที่อุณหภูมิ -1 องศาเซลเซียส แล้วจึงนำไปบรรจุภายใต้ความดัน วิธีนี้จะสามารถผลิตแชมเปญได้ภายในเวลา 1 เดือน ค่าใช้จ่ายก็จะไม่แพงมากนัก และได้แชมเปญที่มีคุณภาพดีมากยิ่งขึ้น จะดีกว่าวิธีทำครั้งแรกอีด้วย

3. วิธีการแบบแชมเปญ (Champagne method)เป็นวิธีที่ซับซ้อนมาก และ ยุ่งยากใช้เวลานานพอสมควรและค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงที่สุด แต่ก็จะสามารถทำให้ได้แชมเปญที่มีคุณภาพดีมากที่สุด หลังจากรินใส่แก้วแล้วก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะอยู่ได้นานกว่าวิธีอื่นๆ จึงทำให้มีราคาสูงมาก และจะเป็นวิธีการเดียวเท่านั้นที่กฎหมายของประเทศฝรั่งเศสให้ใช้ในการผลิตของแชมเปญ เป็นวิธีการโดยเติมยีสต์และน้ำตาลลงในขวดที่มีไวน์บรรจุอยู่ ปิดจุกไม้คอร์ก ทิ้งไว้ให้เกิดการหมักที่อุณหภูมิ 10-12 องศาเซลเซียส จนเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และแอลกอฮอล์ เมื่อการหมักเกิดขึ้นสมบูรณ์แบบแล้วนำไปเก็บบ่มไว้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี ในห้องเก็บโดยการวางคว่ำขวดต้องเอียง เพื่อที่จะให้ตะกอนที่เกิดขึ้นมารวมกันที่คอขวด กำจัดตะกอนออกแล้วทำจะให้บริสุทธิ์

4. วิธีหมักในขวด (transfer method)เป็นการเลียนแบบวิธีการทำแชมเปญของฝรั่งเศสโดยให้การหมักให้เกิดก๊าซในขวดเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเกิดก๊าซและการบ่มเพียงพอแล้ว จะถ่ายผ่านสายกรองไปยังขวดที่จะต้องการบรรจุโดยใช้แรงดันของก๊าซ เป็นวิธีนี้จะได้แชมเปญที่มีคุณภาพดีพอสมควร ราคาปานกลาง และจะระบุบนฉลากว่า “fermented in bottle”

การเก็บรักษาและจัดจำหน่าย
แชมเปญที่มีการว่างจำหน่ายและได้รับความนิยมมากที่สุด เป็นแชมเปญที่ผลิตจากประเทศฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีการนำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย โดยบรรจุในใส่ขวดทรงแชมเปญที่มีกระดาษตะกั่วหุ้มทับจุกคอร์กอีกครั้งหนึ่ง มีปริมาตรสุทธิ 750 มิลลิลิตร และจะมีการระบุคุณภาพ แหล่งผลิต ปริมาตรสุทธิ ผู้จัดจำหน่ายบนฉลากขวด การเก็บรักษาแชมเปญจะต้องเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 12-15 องศาเซลเซียส และวางขวดตามแนวนอนเพื่อไม่ให่จุกคอร์กแห้ง ซึ่งจะทำให้เกิดการหดตัวลงของจุกคอร์ก และจะทำเกิดการเสื่อมเสียได้จากแบคทีเรีย

จุดเริ่มต้นของนักดื่มสุราเมรัย
ประวัติเหล้า

จุดเริ่มต้นของนักดื่มสุราเมรัย ที่ต้องควรรู้กันเป็นอย่างดี และไม่ควรพลาด

จุดเริ่มต้นของนักดื่มสุราเมรัย หากใครดื่มไม่มากอาจจะทำให้รู้สึกผ่อนคลายเนื่องจากสารกดจะจิตใต้สำนึก

จุดเริ่มต้นของนักดื่มสุราเมรัย

กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความหมายของสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (Alcoholic Beverages) ไว้ว่า “สุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (Alcoholic Beverages) หมายความรวมถึงเครื่องดื่มใดก็ตามๆ ในรูปแบบของเหลวที่มีเอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) เป็นองค์ประกอบไม่น้อยกว่า 0.5 เปอร์เซนต์โดยปริมาตร และสามารถบริโภคได้”

มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสุรากลั่น มอก. 2088–2544 ได้ให้คำนิยามของสุราไว้ว่า “สุรา หมายถึง เครื่องดื่มที่มีแรงแอลกอฮอล์เกิน 0.5 ดีกรี แต่ไม่เกิน 80 ดีกรี ”

ความหมายของสุรากลั่นชุมชนและสุราแช่ชุมชน

ในประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง วิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ. 2544 (ฉบับที่ 3) เรื่อง วิธีบริหารงานสุรา พ.ศ. 2546 (ฉบับที่ 4) และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการอนุญาตให้ทำและขายสุราแช่ชนิดสุราผลไม้ สุราแช่พื้นเมือง และสุราแช่อื่นนอกจากเบียร์ พ.ศ. 2546 ได้กำหนดความหมายของสุราต่างๆ ไว้ ดังนี้

“สุราแช่และผลิตภัณฑ์” หมายความว่า สุราแช่ชนิดสุราผลไม้ สุราแช่พื้นเมือง สุราแช่อื่นนอกจากเบียร์

“สุรากลั่นชุมชน” หมายถึง สุรากลั่นชนิดสุราขาว ทำจากวัตถุดิบจำพวกข้าว หรือแป้ง หรือผลไม้ หรือน้ำผลไม้ หรือผลิตทางการเกษตรอื่นๆ มีแรงแอลกอฮอล์เกินกว่า 15 ดีกรี แต่ไม่เกิน 40 ดีกรี

สุรากลั่นชุมชนและสุราแช่ชุมชน นอกจากมีความหมาย ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีเงื่อนไขว่าต้องทำการผลิตสุราดังกล่าวในสถานที่ทำสุราซึ่งใช้เครื่องจักรที่มีกำลังรวมต่ำกว่าห้าแรงม้า หรือใช้คนงานน้อยกว่าเจ็ดคน หรือกรณีที่ใช้ทั้งเครื่องจักรและคนงาน เครื่องจักรต้องมีกำลังรวมต่ำกว่าห้าแรงม้า และคนงานต้องน้อยกว่าเจ็ดคน

ที่มา : มัทนา พฤกษะริตานนท์ นักวิทยาศาสตร์ 8 กลุ่มงานวิเคราะห์สินค้าและของกลาง ” ทิศทางการพัฒนาคุณภาพสุราชุมชน

สุรา (อังกฤษ: liquor หรือ spirit) หมายถึง น้ำเมาที่ได้จากการกลั่นสารบางประเภท อาทิ เอทิลแอลกอฮอล์ และเมรัย คือ นํ้าเมาที่เกิดจากการหมักหรือแช่ให้เกิดสารบางประเภท เมื่อดื่มแล้วสารนั้นจะออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง หากใครดื่มไม่มากอาจจะทำให้รู้สึกผ่อนคลายเนื่องจากสารกดจะจิตใต้สำนึกที่คอยควบคุมตนเองทำให้กล้าแสดงออกมากขึ้น แต่เมื่อดื่มมากขึ้นก็จะกดสมองบริเวณอื่นๆได้ ทำให้เสียการทรงตัว พูดไม่ชัด จนแม้กระทั่งหมดสติลงไปในที่สุด ทั้งสุราและเมรัยเรียกโดยภาษาปากว่า “เหล้า”

ประเทศต่างๆ ได้วางกฎเกณฑ์สำหรับการผลิต การขาย และการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ตัวอย่างเช่น กฎหมายที่กำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับผู้ที่สามารถบริโภคได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น อายุไม่ต่ำกว่า 16 ปีสำหรับประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรียและสวิสเซอร์แลนด์, ไม่ต่ำกว่า 18 ปีในประเทศไทย หรือไม่ต่ำกว่า 21 ปีในสหรัฐอเมริกา

การบริโภคทั้งสุราและเมรัยเป็นข้อห้ามในข้อสุราเมรยมัชปมาทัฏฐานหรือข้อที่ 5 แห่งเบญจศีลของพุทธศาสนา ซึ่งว่า “สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ” แปลได้ว่า
“เราจักถือศีลโดยเว้นจากการบริโภคสุรายาเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท”

ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม ไวน์ เป็นวิธีตามธรรมชาติ ที่มีอยู่กรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม ไวน์ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม ไวน์

ไวน์มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกพบว่า “ยีสต์” หรือ เชื้อราขนาดเล็ก เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ โดยอาศัยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน การหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ นอกจากนี้อาจเติมยีสต์เข้าไปอีก เพื่อช่วยกระบวนการหมัก ไวน์แดงทำมาจากองุ่นแดง ที่หมักเชื้ออุณหภูมินานประมาณ 2 สัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิ 21-29 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวทำมาจากองุ่นเขียวขาว หมักเชื้อที่อุณหภูมิ 10-15 เซลเซียส นานประมาณ 3-6 สัปดาห์

ขั้นตอนคร่าวๆที่ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ สกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากจะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย
ในยุคอียิปต์โบราณ การเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยคนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้

แอลกอฮอล์ จุดเริ่มต้นของนักดื่ม
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

แอลกอฮอล์ จุดเริ่มต้นของนักดื่ม อฮอล์มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้จริงแต่ไม่สามารถทำลายไข่หรือตัวอ่อนของพยาธิ

แอลกอฮอล์ จุดเริ่มต้นของนักดื่ม าจเกิดอันตรายนานับปการต่อผู้ดื่มและคนรอบข้าง

แอลกอฮอล์ จุดเริ่มต้นของนักดื่ม

ในพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 ได้กำหนดความหมายของสุราไว้ว่า “สุรา หมายความรวมถึงวัตถุทั้งหลายหรือของผสมที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับน้ำสุราหรือซึ่งดื่มกินไม่ได้ แต่เมื่อผสมกับน้ำหรือของเหลวอย่างอื่นแล้วสามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับน้ำสุรา”

กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความหมายของสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (Alcoholic Beverages) ไว้ว่า “สุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (Alcoholic Beverages) หมายความรวมถึงเครื่องดื่มใดๆ ในรูปของของเหลวที่มีเอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) เป็นองค์ประกอบไม่น้อยกว่า 0.5 เปอร์เซนต์โดยปริมาตร และสามารถบริโภคได้”

มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสุรากลั่น มอก. 2088–2544 ได้ให้คำนิยามของสุราไว้ว่า “สุรา หมายถึง เครื่องดื่มที่มีแรงแอลกอฮอล์เกิน 0.5 ดีกรี แต่ไม่เกิน 80 ดีกรี ”

ความหมายของสุรากลั่นชุมชนและสุราแช่ชุมชน

ในประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง วิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ. 2544 (ฉบับที่ 3) เรื่อง วิธีบริหารงานสุรา พ.ศ. 2546 (ฉบับที่ 4) และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการอนุญาตให้ทำและขายสุราแช่ชนิดสุราผลไม้ สุราแช่พื้นเมือง และสุราแช่อื่นนอกจากเบียร์ พ.ศ. 2546 ได้กำหนดความหมายของสุราต่างๆ ไว้ ดังนี้

“สุราแช่และผลิตภัณฑ์” หมายความว่า สุราแช่ชนิดสุราผลไม้ สุราแช่พื้นเมือง สุราแช่อื่นนอกจากเบียร์

“สุรากลั่นชุมชน” หมายถึง สุรากลั่นชนิดสุราขาว ทำจากวัตถุดิบจำพวกข้าว หรือแป้ง หรือผลไม้ หรือน้ำผลไม้ หรือผลิตทางการเกษตรอื่นๆ มีแรงแอลกอฮอล์เกินกว่า 15 ดีกรี แต่ไม่เกิน 40 ดีกรี

สุรากลั่นชุมชนและสุราแช่ชุมชน นอกจากมีความหมาย ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีเงื่อนไขว่าต้องทำการผลิตสุราดังกล่าวในสถานที่ทำสุราซึ่งใช้เครื่องจักรที่มีกำลังรวมต่ำกว่าห้าแรงม้า หรือใช้คนงานน้อยกว่าเจ็ดคน หรือกรณีที่ใช้ทั้งเครื่องจักรและคนงาน เครื่องจักรต้องมีกำลังรวมต่ำกว่าห้าแรงม้า และคนงานต้องน้อยกว่าเจ็ดคน

ที่มา : มัทนา พฤกษะริตานนท์ นักวิทยาศาสตร์ 8 กลุ่มงานวิเคราะห์สินค้าและของกลาง ” ทิศทางการพัฒนาคุณภาพสุราชุมชน

สุรา (อังกฤษ: liquor หรือ spirit) หมายถึง น้ำเมาที่ได้จากการกลั่นสารบางประเภท อาทิ เอทิลแอลกอฮอล์ และเมรัย คือ นํ้าเมาที่เกิดจากการหมักหรือแช่ให้เกิดสารบางประเภท เมื่อดื่มแล้วสารนั้นจะออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง หากดื่มไม่มากอาจรู้สึกผ่อนคลายเนื่องจากสารกดจิตใต้สำนึกที่คอยควบคุมตนเองทำให้กล้าแสดงออกมากขึ้น แต่เมื่อดื่มมากขึ้นก็จะกดสมองบริเวณอื่น ๆ ทำให้เสียการทรงตัว พูดไม่ชัด จนแม้กระทั่งหมดสติในที่สุด ทั้งสุราและเมรัยเรียกโดยภาษาปากว่า “เหล้า”

ประเทศต่าง ๆ ได้วางกฎเกณฑ์สำหรับการผลิต การขาย และการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ตัวอย่างเช่น กฎหมายที่กำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับผู้ที่สามารถบริโภคได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น อายุไม่ต่ำกว่า 16 ปีสำหรับประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรียและสวิสเซอร์แลนด์, ไม่ต่ำกว่า 18 ปีในประเทศไทย หรือไม่ต่ำกว่า 21 ปีในสหรัฐอเมริกา

การบริโภคทั้งสุราและเมรัยเป็นข้อห้ามในข้อสุราเมรยมัชปมาทัฏฐานหรือข้อที่ 5 แห่งเบญจศีลของพุทธศาสนา ซึ่งว่า “สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ” แปลได้ว่า

“เราจักถือศีลโดยเว้นจากการบริโภคสุรายาเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท”

ไวน์เป็นแอลกอฮอล์
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

ไวน์เป็นแอลกอฮอล์ และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์เพื่อช่วยกระบวนการหมัก ไวน์แดง

ไวน์เป็นแอลกอฮอล์  เป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม

ไวน์เป็นแอลกอฮอล์

ไวน์มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกพบว่า “ยีสต์” หรือ เชื้อราขนาดเล็ก เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ โดยอาศัยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน การหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ นอกจากนี้อาจเติมยีสต์เข้าไปอีก เพื่อช่วยกระบวนการหมัก ไวน์แดงทำมาจากองุ่นแดง ที่หมักเชื้ออุณหภูมินานประมาณ 2 สัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิ 21-29 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวทำมาจากองุ่นเขียวขาว หมักเชื้อที่อุณหภูมิ 10-15 เซลเซียส นานประมาณ 3-6 สัปดาห์

ขั้นตอนคร่าวๆที่ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ สกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากจะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย
ในยุคอียิปต์โบราณ การเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยคนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม แอลกอฮอล
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม แอลกอฮอล ชนิดแรกของโลกที่ต้องควรรู้

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม แอลกอฮอล เป็นชนิดแรกของโลก ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยชาวบาบิโลเนีย ตั้งแต่ยุคก่อนคริสตกาล

จุดเริ่มต้นของนักดื่ม แอลกอฮอล

จุดเริ่มต้นของเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เกิดขึ้นมานานกว่า 6,000 ปีแล้ว

และเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลก ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยชาวบาบิโลเนีย ตั้งแต่ยุคก่อนคริสตกาล และต่อมาอีก 2,000 ปี ก็ได้ค้นพบพืชชนิดหนึ่งชื่อว่า “Hops” ที่ถูกผสมลงไปในเบียร์ทำให้มีรสชาดขม กลิ่นหอมชวนดื่ม และยังสามารถเก็บเบียร์ไว้ได้นานขึ้นอีกBeer เบียร์ ความนุ่มนวลบนฟอง บ้างก็เชื่อกันว่าเบียร์มีมาเกือบ 6,000-7,000 ปีแล้วโดยชาวบาบีโลนเป็นชาติแรกที่คิดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ขึ้นมาที่ต่อมาถูก เรียกว่าเบียร์ไว้สำหรับสังเวยเทพเจ้าของเขาชาวบาบีโลนนิยมดื่มเบียร์กันทั้งบ้านทั้งเมืองโดยมีร้านขายเบียร์ผุดขึ้นมาทั่ว ราชอาณาจักรราวกับดอกเห็ดซึ่งแหล่งขายเบียร์ในยุคนั้นเรียกว่า Bit Sikari ผู้บันทึกไว้ว่าชาวอียิปต์รู้จักทำเบียร์ทีหลังกว่า ชาวบาบีโลนแต่อียิปต์ก็เป็นชาติที่เก่าแก่ที่คิดค้นเบียร์ได้เอง ประวัติศาสตร์ของเบียร์ยุคใหม่เริ่มที่ประเทศเยอรมันเจ้าตำรับแห่งเบียร์ โดยชาวเยอรมันโบราณได้เป็นผู้คิดค้นทำเบียร์ขึ้นในแคว้นบาวาเรีย โดยไม่ได้ลอกเลียนแบบการทำเบียร์จากชาติใด ๆ เครื่องดื่มที่มีฟองชนิดนี้ชาวเยอรมันทำจากข้าวมอล์ท ยุคนั้นเรียกว่า Peor หรือ Bior จนเพี้ยนมาเป็นคำว่า Beer ส่วนใหญ่ของผู้ทำเบียร์ในยุคนั้นได้แก่พระ ที่ต้องการชักจูงให้ผู้คนนับถือศาสนาคริสต์ โดยเอาเบียร์เป็นเครื่องล่อ เบียร์คือสุราชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในประเภทสุราแช่ (คือสุราที่ยังไม่ได้กลั่น) เบียร์แต่ละยุคโบราณมีวัตถุดิบและกรรมวิธีหลายอย่างได้แก่พวกธัญพืชนานาพันธุ์ และผลไม้ต่าง ๆ

จุดเริ่มต้องของนักดื่ม ไวน์
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

จุดเริ่มต้องของนักดื่ม ไวน์ ที่ต้องควรรู้ นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์

จุดเริ่มต้องของนักดื่ม ไวน์ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์

จุดเริ่มต้องของนักดื่ม ไวน์

ไวน์มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกพบว่า “ยีสต์” หรือ เชื้อราขนาดเล็ก เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ โดยอาศัยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน การหมักน้ำองุ่นให้กลายเป็นเหล้าเป็นไวน์นั้นเป็นวิธีตามธรรมชาติ โดยยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติของผิวองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์และฟองก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ นอกจากนี้อาจเติมยีสต์เข้าไปอีก เพื่อช่วยกระบวนการหมัก ไวน์แดงทำมาจากองุ่นแดง ที่หมักเชื้ออุณหภูมินานประมาณ 2 สัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิ 21-29 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวทำมาจากองุ่นเขียวขาว หมักเชื้อที่อุณหภูมิ 10-15 เซลเซียส นานประมาณ 3-6 สัปดาห์

ขั้นตอนคร่าวๆที่ผู้ผลิตไวน์ทำกันก็คือ สกัดน้ำออกมาจากองุ่นก่อนและใส่ถังหมัก เมื่อหมักและกรองตะกอนจากเหล้าองุ่นแล้ว จึงนำเก็บไว้แล้วค่อยบรรจุขวดทีหลัง รสชาติของไวน์ที่ต่างกันนั้น นอกจากจะแตกต่างที่ตัวองุ่นแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนและเวลาของการหมักอีกด้วย
ในยุคอียิปต์โบราณ การเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยคนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลก
ประวัติเบรียร์-เหล้า-วาย

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลก ที่ต้องควรรู้ และถูกคิดค้นขึ้นมาโดยชาวบาบิโลเนีย ตั้งแต่ยุคก่อนคริสตกาล

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลก ที่ถูกผสมลงไปในเบียร์ทำให้มีรสชาดขม กลิ่นหอมชวนดื่ม

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลก

จุดเริ่มต้นของเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เกิดขึ้นมานานกว่า 6,000 ปีแล้ว และเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลก ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยชาวบาบิโลเนีย ตั้งแต่ยุคก่อนคริสตกาล และต่อมาอีก 2,000 ปี

ก็ได้ค้นพบพืชชนิดหนึ่งชื่อว่า “Hops” ที่ถูกผสมลงไปในเบียร์ทำให้มีรสชาดขม กลิ่นหอมชวนดื่ม และยังสามารถเก็บเบียร์ไว้ได้นานขึ้นอีกBeer เบียร์ ความนุ่มนวลบนฟอง บ้างก็เชื่อกันว่าเบียร์มีมาเกือบ 6,000-7,000 ปีแล้วโดยชาวบาบีโลนเป็นชาติแรกที่คิดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ขึ้นมาที่ต่อมาถูก เรียกว่าเบียร์ไว้สำหรับสังเวยเทพเจ้าของเขาชาวบาบีโลนนิยมดื่มเบียร์กันทั้งบ้านทั้งเมืองโดยมีร้านขายเบียร์ผุดขึ้นมาทั่ว ราชอาณาจักรราวกับดอกเห็ดซึ่งแหล่งขายเบียร์ในยุคนั้นเรียกว่า Bit Sikari ผู้บันทึกไว้ว่าชาวอียิปต์รู้จักทำเบียร์ทีหลังกว่า ชาวบาบีโลนแต่อียิปต์ก็เป็นชาติที่เก่าแก่ที่คิดค้นเบียร์ได้เอง ประวัติศาสตร์ของเบียร์ยุคใหม่เริ่มที่ประเทศเยอรมันเจ้าตำรับแห่งเบียร์ โดยชาวเยอรมันโบราณได้เป็นผู้คิดค้นทำเบียร์ขึ้นในแคว้นบาวาเรีย โดยไม่ได้ลอกเลียนแบบการทำเบียร์จากชาติใด ๆ เครื่องดื่มที่มีฟองชนิดนี้ชาวเยอรมันทำจากข้าวมอล์ท ยุคนั้นเรียกว่า Peor หรือ Bior จนเพี้ยนมาเป็นคำว่า Beer ส่วนใหญ่ของผู้ทำเบียร์ในยุคนั้นได้แก่พระ ที่ต้องการชักจูงให้ผู้คนนับถือศาสนาคริสต์ โดยเอาเบียร์เป็นเครื่องล่อ เบียร์คือสุราชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในประเภทสุราแช่ (คือสุราที่ยังไม่ได้กลั่น) เบียร์แต่ละยุคโบราณมีวัตถุดิบและกรรมวิธีหลายอย่างได้แก่พวกธัญพืชนานาพันธุ์ และผลไม้ต่าง ๆ